
การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ คืออะไร และตลาดนี้ทำงานอย่างไร
การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ คือการซื้อขายสินทรัพย์พื้นฐานที่มีลักษณะเป็นวัตถุดิบหรือทรัพยากรซึ่งถูกนำไปใช้ในระบบเศรษฐกิจ เช่น ทองคำ น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ข้าวสาลี กาแฟ น้ำตาล และโลหะอุตสาหกรรม ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงตลาดเหล่านี้ได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การถือครองสินทรัพย์จริง สัญญา Futures ไปจนถึงการซื้อขายผ่าน CFD
จุดที่ทำให้ตลาด Commodity แตกต่างจากการลงทุนในหุ้นคือ ราคาของสินค้าแต่ละชนิดมักเชื่อมโยงโดยตรงกับอุปสงค์และอุปทานในโลกจริง รวมถึงต้นทุนการผลิต สภาพอากาศ ค่าเงิน ภาวะเศรษฐกิจ และเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์
สินค้าโภคภัณฑ์ที่นิยมซื้อขายมีอะไรบ้าง
สินค้าโภคภัณฑ์สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ตามลักษณะการใช้งานและปัจจัยที่มีผลต่อราคา
1. โลหะมีค่า
ตัวอย่าง ได้แก่
ทองคำ
เงิน
แพลทินัม
พัลลาเดียม
ทองคำเป็น Commodity ที่ได้รับความสนใจจากทั้งภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และผู้ที่ใช้สินทรัพย์เพื่อกระจายความเสี่ยงในพอร์ต
ราคาทองคำสามารถตอบสนองต่อหลายปัจจัยพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินดอลลาร์ อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
2. พลังงาน
ตัวอย่างสินทรัพย์ในกลุ่มนี้ เช่น
น้ำมันดิบ WTI
น้ำมันดิบ Brent
ก๊าซธรรมชาติ
ผลิตภัณฑ์พลังงานประเภทต่าง ๆ
พลังงานมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างมาก เพราะเป็นต้นทุนพื้นฐานของภาคการผลิต การขนส่ง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประเภท
การเปลี่ยนแปลงกำลังการผลิตของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ Inventory รวมถึงเหตุการณ์ที่กระทบเส้นทางขนส่งสามารถสร้างความผันผวนให้ราคาได้
3. สินค้าเกษตร
ตัวอย่าง ได้แก่
ข้าวสาลี
ข้าวโพด
ถั่วเหลือง
กาแฟ
น้ำตาล
โกโก้
สินค้าเกษตรมีลักษณะเฉพาะตรงที่ Supply สามารถเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ภัยแล้ง น้ำท่วม อุณหภูมิ โรคพืช รวมถึงนโยบายด้านการส่งออกและนำเข้า
4. โลหะอุตสาหกรรม
เช่น ทองแดงและอะลูมิเนียม ซึ่งมีการใช้งานอย่างกว้างขวางในภาคก่อสร้าง อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน
ความต้องการโลหะเหล่านี้จึงสามารถเปลี่ยนแปลงตามวัฏจักรเศรษฐกิจและระดับกิจกรรมของภาคการผลิต
สิ่งสำคัญคือ Commodity แต่ละกลุ่มมี Price Driver ไม่เหมือนกัน การวิเคราะห์ทองคำ น้ำมัน และสินค้าเกษตรด้วยกรอบเดียวกันทั้งหมดจึงอาจทำให้มองตลาดผิดบริบทได้
การเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ทำได้อย่างไร

ปัจจุบันมีหลายช่องทางสำหรับเข้าถึง Commodity Market โดยแต่ละแบบมีโครงสร้าง ต้นทุน และความเสี่ยงไม่เหมือนกัน
ซื้อและถือครองสินทรัพย์จริง
ตัวอย่างที่คนไทยคุ้นเคยคือการซื้อทองคำจริง
ข้อดีคือมีกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ แต่ผู้ลงทุนอาจต้องพิจารณาเรื่องการจัดเก็บ ความปลอดภัย สภาพคล่อง และส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย
สินค้าบางประเภท เช่น น้ำมันดิบหรือสินค้าเกษตร ยังมีข้อจำกัดด้านการถือครองจริงมากกว่าทองคำอย่างชัดเจน
ซื้อขายผ่าน Futures
Futures เป็น ตราสารอนุพันธ์ ที่กำหนดเงื่อนไขของสัญญาไว้ล่วงหน้า เช่น สินทรัพย์อ้างอิง ขนาดสัญญา เดือนส่งมอบหรือเดือนครบกำหนด และเงื่อนไขของตลาด
CME Group อธิบายว่า Futures Contract เป็นสัญญามาตรฐานที่มีผลผูกพันในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ตามเวลาที่กำหนด และมีการซื้อขายผ่าน Futures Exchange
ผู้ที่เลือกช่องทางนี้จึงควรศึกษารายละเอียด Contract Specification ก่อนส่งคำสั่ง ไม่ว่าจะเป็น Contract Size, Tick Size, Tick Value, Expiration และ Settlement
ซื้อขายผ่าน CFD
อีกช่องทางหนึ่งคือ สินค้าโภคภัณฑ์ CFD ซึ่งเป็นการซื้อขายส่วนต่างของราคาสินทรัพย์อ้างอิงโดยไม่ต้องถือครอง Commodity จริง
ตัวอย่างเช่น หากต้องการเก็งการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำหรือน้ำมัน ผู้เทรดสามารถเปิด Position ตามเงื่อนไขของ CFD ที่ผู้ให้บริการการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์กำหนด
เปรียบเทียบการซื้อ Commodity จริง Futures และ CFD
การเลือกเครื่องมือควรเริ่มจากการทำความเข้าใจโครงสร้างของแต่ละแบบ ไม่ใช่เลือกจากคำว่า “เทรดได้” เพียงอย่างเดียว
ประเด็น | สินทรัพย์จริง | Futures | CFD |
การถือสินทรัพย์ | ถือครองจริง | ถือสัญญา | ไม่ถือสินทรัพย์จริง |
วันครบกำหนด | โดยทั่วไปไม่มี | มีตาม Contract | ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ |
Margin/Leverage | โดยทั่วไปไม่มีในตัวสินทรัพย์ | มี Margin | พบการใช้ Leverage ได้ |
Long/Short | Short ทำได้ยากกว่า | รองรับ | รองรับตามเงื่อนไขผลิตภัณฑ์ |
ต้นทุนสำคัญ | Spread/จัดเก็บ | Commission, Margin, Roll | Spread, Commission, Overnight ตามเงื่อนไข |
สิ่งที่ต้องศึกษา | คุณภาพและการเก็บรักษา | Contract Specification | เงื่อนไข CFD และผู้ให้บริการ |
ความเสี่ยงสำคัญ | ราคาสินทรัพย์ | ราคา + Leverage + Expiry | ราคา + Leverage + ต้นทุน |
ตารางนี้เป็นเพียงภาพรวม เพราะรายละเอียดจริงจะแตกต่างกันตามตลาด ผลิตภัณฑ์ และผู้ให้บริการ
Commodity Trading ทำงานอย่างไร
หลักการพื้นฐานของ commodity trading คือผู้ซื้อขายประเมินทิศทางหรือความเสี่ยงของราคาสินค้า แล้วเลือกเครื่องมือให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์
ตัวอย่างง่าย ๆ สมมติว่าราคาทองคำอยู่ที่ 3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
หากผู้ซื้อขายประเมินว่าราคาอาจปรับตัวขึ้นและเปิด Position ฝั่ง Buy จากนั้นราคาปรับขึ้นเป็น 3,530 ดอลลาร์ การเคลื่อนไหวของราคาจะอยู่ในทิศทางเดียวกับ Position
แต่หากราคาลดลงเหลือ 3,470 ดอลลาร์ ราคาจะเคลื่อนไหวสวนทางกับ Position
ผลกำไรหรือขาดทุนจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับขนาด Position, Contract Specification, Leverage และต้นทุนของผลิตภัณฑ์ที่ใช้
อะไรเป็นตัวกำหนดราคาสินค้าโภคภัณฑ์
ความเข้าใจ Price Driver เป็นหัวใจสำคัญของ การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ เพราะราคามักตอบสนองต่อข้อมูลจากเศรษฐกิจจริงโดยตรง
อุปสงค์และอุปทาน
หาก Demand เพิ่มขึ้นในขณะที่ Supply มีจำกัด ราคาอาจได้รับแรงสนับสนุน
ในทางกลับกัน การเพิ่มขึ้นของ Supply โดยที่ Demand ไม่ได้ขยายตามสามารถสร้างแรงกดดันต่อราคาได้
อย่างไรก็ตาม ต้องดูบริบทด้วย เพราะตลาดสามารถ Price-in ความคาดหวังล่วงหน้าไปก่อนข้อมูลจริงประกาศได้
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
Commodity ระหว่างประเทศจำนวนมากมีการกำหนดราคาเป็นดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินจึงอาจส่งผลต่อ Purchasing Power ของผู้ซื้อจากประเทศอื่น
แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง Dollar กับ Commodity ไม่ได้เป็นสูตรตายตัว และอาจเปลี่ยนไปตามสภาวะตลาด
ดอกเบี้ยและภาวะเศรษฐกิจ
อัตราดอกเบี้ยสามารถส่งผลต่อค่าเงิน ต้นทุนทางการเงิน และพฤติกรรมของนักลงทุน
ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจสามารถส่งผลต่อ Demand ของน้ำมัน ทองแดง และวัตถุดิบอุตสาหกรรม
ภูมิรัฐศาสตร์
สงคราม การคว่ำบาตร ความขัดแย้งทางการค้า และเหตุการณ์ที่รบกวน Supply Chain สามารถสร้างความผันผวนให้ Commodity ได้
ผลกระทบจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าสินค้านั้นมี Supply Concentration อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากแค่ไหน
สภาพอากาศ
สภาพอากาศมีความสำคัญโดยเฉพาะกับ Commodity ทางการเกษตร
ภัยแล้ง น้ำท่วม อุณหภูมิที่ผิดปกติ หรือภัยธรรมชาติ สามารถเปลี่ยนประมาณการผลผลิตและ Supply ได้อย่างรวดเร็ว
เริ่ม Online Commodity Trading ต้องทำอะไรบ้าง

ระบบ online commodity trading ช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดตามราคา วิเคราะห์ตลาด และส่งคำสั่งซื้อขาย Commodity ผ่านคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์มือถือได้
สำหรับผู้เริ่มต้น ลำดับการศึกษาอาจประกอบด้วย
เลือกกลุ่ม Commodity ที่ต้องการศึกษา
ทำความเข้าใจปัจจัยที่ขับเคลื่อนราคา
เลือกผลิตภัณฑ์ เช่น Futures หรือ CFD
เลือก Platform
ทำความเข้าใจบัญชีและ Margin
ศึกษาต้นทุน
กำหนด Position Size
วางจุดเข้า จุดออก และ Risk Limit
ทดลองแผนก่อนเพิ่ม Exposure
Commodity Trading Platform มีหน้าที่อะไร
Platform คือเครื่องมือที่ใช้ดูข้อมูล วิเคราะห์กราฟ ตรวจสอบ Position และส่ง Order
องค์ประกอบที่ควรทำความเข้าใจ เช่น
Chart และ Technical Analysis Tools
ราคา Bid และ Ask
ประเภทคำสั่ง
การแสดงสถานะของ Position
Margin และ Equity
ประวัติการซื้อขาย
การทำงานผ่าน Desktop หรือ Mobile
ต้นทุนอย่าง Spread และการเกิด Slippage ก็ควรนำมาพิจารณาร่วมกับคุณสมบัติของ Platform
Commodity Trading Account ใช้ทำอะไร
commodity trading account คือบัญชีที่ใช้เข้าถึงผลิตภัณฑ์และระบบซื้อขายของผู้ให้บริการ
ก่อนเปิดบัญชี ควรตรวจสอบข้อมูลสำคัญ เช่น
รองรับ Commodity ที่ต้องการหรือไม่
มี Demo Account หรือไม่
Minimum Deposit เท่าใด
ใช้ Margin แบบใด
มีค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง
รองรับ Platform ใด
Deposit และ Withdrawal มีเงื่อนไขอย่างไร
Leverage และ Margin เกี่ยวข้องกับ Commodity Trading อย่างไร

ผลิตภัณฑ์บางประเภทเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อขายควบคุม Exposure ที่มีมูลค่ามากกว่าเงินที่ใช้วางเป็น Margin ผ่าน เลเวอเรจ
อย่างไรก็ตาม คำว่า Margin ไม่ได้มีความหมายเหมือนกันในทุกตลาด
สำหรับ Futures, CME Group อธิบายว่า Futures Margin คือเงินที่ต้องวางและรักษาไว้ในบัญชีเพื่อเปิดและถือ Position และไม่ได้มีความหมายเหมือนการกู้เงินเพื่อซื้อหุ้น
ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ สมมติ Position มีมูลค่า 100,000 บาท และผลิตภัณฑ์นั้นกำหนดให้ใช้เงิน 10,000 บาทเพื่อรองรับ Position
แม้เงินที่นำมาวางจะมีเพียง 10,000 บาท แต่ Exposure ของ Position ยังอิงกับมูลค่า 100,000 บาท
ดังนั้นหากตลาดเคลื่อนไหว 2% ผลกระทบจะอิงกับขนาด Position ไม่ใช่คำนวณจากเงิน Margin เพียงอย่างเดียว
นี่คือเหตุผลที่ Leverage สามารถขยายทั้งโอกาสและผลขาดทุนได้ CME Group และ Commodity Futures Trading Commission (CFTC) ต่างอธิบายว่าการควบคุม Exposure ขนาดใหญ่ด้วยเงินทุนส่วนน้อยทำให้การเปลี่ยนแปลงของราคามีผลต่อเงินทุนมากขึ้น
หาก Equity ลดต่ำกว่าเงื่อนไขของบัญชี อาจเกิด Margin Call หรือการดำเนินการอื่นตามข้อกำหนดของตลาดหรือผู้ให้บริการ
ตัวอย่างเช่น CME ระบุว่าสำหรับ Futures หากเงินในบัญชีต่ำกว่า Maintenance Margin ผู้ซื้อขายอาจถูกเรียกให้เพิ่มเงิน ลด Position หรือ Position อาจถูก Liquidate ตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
ต้นทุนในการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์มีอะไรบ้าง
ผู้ที่วางแผน การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ควรวิเคราะห์เฉพาะราคาที่คาดว่าจะขึ้นหรือลง เพราะต้นทุนสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของ Strategy ได้
Spread
Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask
ส่วนต่างนี้เป็นหนึ่งในต้นทุนที่ผู้ซื้อขายควรนำมาคำนวณ โดยเฉพาะ Strategy ที่เปิดและปิด Position บ่อย
Commission
บางบัญชีหรือผลิตภัณฑ์อาจคิด Commission แยกจาก Spread
ดังนั้นคำว่า Spread ต่ำไม่จำเป็นต้องหมายถึง Total Trading Cost ต่ำเสมอไป
Overnight หรือ Swap
ผลิตภัณฑ์บางประเภทอาจมีค่าใช้จ่ายหรือเครดิตจากการถือ Position ข้ามวันตามเงื่อนไขของบัญชีและสินทรัพย์
ผู้ที่ถือ Position หลายวันจึงควรตรวจสอบเงื่อนไขส่วนนี้ก่อนซื้อขาย
Slippage
Slippage หมายถึงความแตกต่างระหว่างราคาที่คาดว่าจะได้รับกับราคาที่คำสั่งถูก Execute จริง
ความเสี่ยงนี้อาจเห็นชัดขึ้นในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวรวดเร็ว สภาพคล่องเปลี่ยนแปลง หรือมีข่าวสำคัญ
ต้นทุนเฉพาะของ Futures
สำหรับ Futures ยังต้องทำความเข้าใจ Commission, Exchange Fee, Contract Expiration รวมถึงผลจากการ Roll Contract หาก Strategy ต้องถือ Exposure ต่อเนื่อง
วิธีบริหารความเสี่ยงในการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์

Commodity สามารถเกิดการเคลื่อนไหวของราคาอย่างรวดเร็วเมื่อมีข้อมูลที่กระทบ Supply, Demand หรือความคาดหวังของตลาด
การบริหารความเสี่ยงจึงควรถูกกำหนดก่อนเปิด Position ไม่ใช่คิดหลังจากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางแล้ว
กำหนด Risk ต่อ Position ก่อนเข้าเทรด
ควรรู้ก่อนว่าหาก Analysis ผิด สามารถยอมรับการขาดทุนของ Position นั้นได้มากเท่าใด
จากนั้นจึงกำหนด Position Size ให้สัมพันธ์กับจุดที่แผนถือว่าผิด
ใช้ Stop Loss ตามโครงสร้างของแผน
Stop Loss เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้กำหนดจุดออกเมื่อราคาเคลื่อนไหวไม่เป็นไปตามแผน
CME Group ระบุว่าการตั้ง Stop ภายในระดับความเสี่ยงที่รับได้สามารถช่วยจำกัดสถานการณ์ที่ผลขาดทุนขยายเกินกว่าระดับที่วางแผนไว้ อย่างไรก็ตาม Stop Order ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าคำสั่งจะถูก Execute ณ ราคาเดียวกับ Stop Price ในทุกสภาวะตลาด
ระวัง Event Risk
รายงานเศรษฐกิจ การประชุมธนาคารกลาง รายงาน Inventory เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือข่าวที่เปลี่ยน Supply ของ Commodity สามารถทำให้ราคาเคลื่อนไหวรุนแรง
ก่อนเปิด Position จึงควรตรวจสอบ Economic Calendar และ Event ที่เกี่ยวข้อง
ใช้ Leverage ให้สัมพันธ์กับความเสี่ยง
Leverage ที่สูงขึ้นไม่ได้เพิ่มความแม่นยำของ Strategy แต่เพิ่ม Exposure ของ Position
การเพิ่ม Leverage โดยไม่ลด Position Size หรือกำหนด Risk Limit สามารถทำให้เงินทุนตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของราคารุนแรงขึ้น
อย่าคิดว่าถือหลาย Commodity เท่ากับกระจายความเสี่ยงเสมอ
ทองแดง น้ำมัน หรือสินค้าอุตสาหกรรมหลายประเภทอาจตอบสนองต่อปัจจัยเศรษฐกิจเดียวกัน
ดังนั้นควรมอง Correlation และ Risk Factor ของ Position ร่วมกัน ไม่ใช่ดูเพียงจำนวนสินทรัพย์ที่ถืออยู่
การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์เหมาะกับใคร
การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ อาจเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาสินทรัพย์นอกเหนือจากหุ้น และสนใจความเชื่อมโยงระหว่างตลาดการเงินกับเศรษฐกิจจริง
โดยเฉพาะผู้ที่ติดตามเรื่อง
เศรษฐกิจโลก
เงินเฟ้อ
ดอกเบี้ย
พลังงาน
ภูมิรัฐศาสตร์
Supply Chain
วัฏจักรอุตสาหกรรม
สภาพอากาศและสินค้าเกษตร
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนและโครงสร้างของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทแตกต่างกัน
ผู้เริ่มต้นจึงควรทำความเข้าใจสินทรัพย์ที่ต้องการซื้อขาย เลือกเครื่องมือที่เหมาะกับวัตถุประสงค์ และกำหนด Risk Management ก่อนใช้เงินทุนจริง
ผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ในอนาคต และผลิตภัณฑ์ที่มี Leverage สามารถทำให้เกิดผลขาดทุนอย่างรวดเร็วได้
สรุปการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์
การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึงสินทรัพย์ตั้งแต่ทองคำ น้ำมัน โลหะอุตสาหกรรม ไปจนถึงสินค้าเกษตร โดยช่องทางที่ใช้สามารถเป็นการถือสินทรัพย์จริง Futures หรือ CFD
แต่สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การคาดเดาว่าราคาจะขึ้นหรือลงเพียงอย่างเดียว
ก่อนเข้า Position ควรตอบให้ได้ว่า
Commodity นี้มี Price Driver อะไร
กำลังใช้สินทรัพย์จริง Futures หรือ CFD
Position มี Exposure เท่าใด
ต้นทุนรวมมีอะไรบ้าง
Margin และ Leverage ทำงานอย่างไร
หาก Analysis ผิดจะออกจาก Position ที่จุดใด
สามารถรับผลขาดทุนได้มากแค่ไหน
สำหรับใครที่สนใจเรื่องการลงทุนและอยากจะเริ่มลงทุน เทรด Forex สามารถเปิดบัญชีผ่าน GOC Prime ทางหน้าเว็บไซต์ได้เลย เพราะเรามีบริการด้านการเทรดที่ครบวงจร ด้วยจุดเด่นอย่างไม่มี ค่า Swap เลเวอเรจ ที่ปรับได้ตามสไตล์การเทรดของแต่ละท่าน ค่าธรรมเนียมที่เป็นมิตรต่อทุกฝ่าย และการดูแลด้วยทีมงานคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ ให้คุณโฟกัสกับการวางกลยุทธ์ได้อย่างเต็มที่ในทุกจังหวะของตลาด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์

การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์คืออะไร
คือการเข้าถึงสินทรัพย์ประเภท Commodity เช่น ทองคำ น้ำมัน โลหะ และสินค้าเกษตร ผ่านรูปแบบต่าง ๆ เช่น การถือสินทรัพย์จริง สัญญา Futures หรือผลิตภัณฑ์อนุพันธ์อย่าง CFD
มือใหม่สามารถเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ได้หรือไม่
สามารถศึกษาและเริ่มต้นได้ แต่ควรทำความเข้าใจตลาด ผลิตภัณฑ์ ต้นทุน Margin, Leverage และ Risk Management ก่อนใช้เงินจริง
Commodity Trading ต่างจากการซื้อหุ้นอย่างไร
หุ้นแสดงความเป็นเจ้าของในกิจการ ส่วน Commodity อ้างอิงสินค้าหรือวัตถุดิบ ราคาจึงตอบสนองต่อ Demand, Supply และปัจจัยเฉพาะของสินค้าแต่ละประเภทอย่างมาก
Commodity CFD ต้องซื้อสินค้าจริงหรือไม่
ไม่ต้องถือครองสินค้าอ้างอิงจริง เพราะ CFD เป็นสัญญาที่ผลกำไรหรือขาดทุนอิงกับส่วนต่างของราคาระหว่างจุดเปิดและปิด Position
การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์มีความเสี่ยงอะไร
ความเสี่ยงสำคัญประกอบด้วยความผันผวนของราคา Leverage, Margin, Slippage, Event Risk และความเสี่ยงจากการกำหนดขนาด Position ไม่เหมาะสม



