
commodity trading คืออะไร และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทำงานอย่างไร
commodity trading คือการซื้อขายหรือสร้าง Exposure ต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ น้ำมันดิบ ทองแดง กาแฟ น้ำตาล หรือข้าวสาลี โดยวัตถุประสงค์ของผู้เข้าร่วมตลาดอาจแตกต่างกัน ตั้งแต่การลงทุน การเก็งกำไร ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบ
สิ่งที่ทำให้ Commodity แตกต่างจากสินทรัพย์อย่างหุ้นคือ สินค้าอ้างอิงจำนวนมากถูกนำไปใช้จริงในระบบเศรษฐกิจ ราคาจึงสามารถตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกจริงโดยตรง เช่น ปริมาณการผลิต สภาพอากาศ Inventory การขนส่ง ต้นทุน และความต้องการของผู้บริโภคหรือภาคอุตสาหกรรม
ตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมันอาจเปลี่ยนจาก Supply ของประเทศผู้ผลิตและ Demand ของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ข้าวสาลีอาจตอบสนองต่อผลผลิตและสภาพอากาศ ส่วนทองคำมีทั้ง Demand จากการใช้งานจริงและ Demand จากฝั่งการลงทุน
ดังนั้นการเข้าใจ commodity trading จึงไม่ใช่เพียงการรู้ว่าจะกด Buy หรือ Sell แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าสินค้าที่กำลังติดตามมีโครงสร้างตลาดอย่างไร ใครเป็นผู้ซื้อและผู้ขาย และปัจจัยใดมีผลต่อราคา
หากต้องการเริ่มจากภาพรวมของประเภทสินค้าและช่องทางซื้อขาย สามารถศึกษา การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ ก่อน แล้วจึงค่อยลงรายละเอียดของเครื่องมือแต่ละประเภท
Commodity Market มีสินค้าอะไรให้ซื้อขายบ้าง
Commodity Market ครอบคลุมสินค้าหลายประเภท ซึ่งแต่ละกลุ่มมี Demand, Supply และ Price Driver แตกต่างกัน
Precious Metals
กลุ่มโลหะมีค่า เช่น
ทองคำ
เงิน
แพลทินัม
พัลลาเดียม
ทองคำเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าราคา Commodity ไม่จำเป็นต้องตอบสนองเฉพาะ Supply และ Demand ทางกายภาพ เพราะยังได้รับผลจากค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และพฤติกรรมของนักลงทุน
Energy
สินค้าในกลุ่มพลังงาน เช่น
น้ำมันดิบ WTI
น้ำมันดิบ Brent
ก๊าซธรรมชาติ
พลังงานเป็นวัตถุดิบสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ความเปลี่ยนแปลงของกำลังการผลิต Inventory การขนส่ง หรือ Demand สามารถส่งผลต่อราคาได้โดยตรง
Agricultural Commodities
ตัวอย่างสินค้าเกษตร ได้แก่
ข้าวโพด
ข้าวสาลี
ถั่วเหลือง
กาแฟ
น้ำตาล
โกโก้
Commodity กลุ่มนี้มีปัจจัยเฉพาะอย่างฤดูกาล สภาพอากาศ พื้นที่เพาะปลูก ผลผลิต และนโยบายการค้าระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง
Industrial Metals
เช่น ทองแดงและอะลูมิเนียม ซึ่งถูกใช้ในภาคการผลิต การก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐาน
เมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มหรือลด Demand ของโลหะอุตสาหกรรมก็สามารถเปลี่ยนตามได้
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ที่ทำ commodity trading ไม่ควรใช้ปัจจัยชุดเดียวกันวิเคราะห์ Commodity ทุกประเภท
commodity trading มีรูปแบบไหนบ้าง

คำว่า Commodity Trading เป็นคำกว้าง เพราะการเข้าถึงสินค้าโภคภัณฑ์สามารถเกิดขึ้นผ่านหลายโครงสร้าง ตั้งแต่การถือสินทรัพย์จริง ไปจนถึงสัญญาอนุพันธ์
ซื้อและถือ Commodity จริง
ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายคือการซื้อทองคำจริงเพื่อถือครอง
ข้อดีคือมีกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์โดยตรง แต่ต้องพิจารณาเรื่องการจัดเก็บ ความปลอดภัย สภาพคล่อง และส่วนต่างราคาซื้อขาย
สำหรับสินค้าบางประเภท เช่น น้ำมันหรือสินค้าเกษตร การถือสินค้าจริงยิ่งมีข้อจำกัดด้าน Storage และ Logistics มากขึ้น
Spot Market
คำว่า Spot หมายถึงการซื้อขายที่อ้างอิงราคาปัจจุบันหรือการชำระราคาภายในช่วงเวลาที่ตลาดกำหนด แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ซื้อทุกกรณีจะได้รับ Commodity จริงมาเก็บไว้ด้วยตัวเอง
ดังนั้นคำว่า Spot Exposure กับ Physical Ownership ไม่ควรถูกใช้แทนกันโดยอัตโนมัติ เพราะโครงสร้างของผลิตภัณฑ์และวิธี Settlement อาจแตกต่างกัน
Futures
Futures เป็น สัญญามาตรฐานที่ซื้อขายในตลาดล่วงหน้า โดยมีการกำหนดสินทรัพย์อ้างอิง ขนาดสัญญา Tick และวันครบกำหนดตาม Contract Specification
CME Group อธิบายว่า Futures Contract เป็น standardized contract ที่มีการซื้อขายผ่าน Futures Exchange และกำหนดรายละเอียดของสัญญาไว้อย่างชัดเจน (cmegroup.com)
จุดนี้ช่วยแยก Futures ออกจาก Forward Contract บางประเภทที่สามารถตกลงเงื่อนไขกันโดยตรงนอกตลาดซื้อขายมาตรฐาน
CFD
อีกช่องทางคือ Contract for Difference หรือ CFD ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ โดยผู้ซื้อขายไม่ได้เป็นเจ้าของ Commodity อ้างอิงโดยตรง
เงื่อนไขของ CFD อาจแตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์ ผู้ให้บริการ และเขตอำนาจกำกับดูแล จึงควรตรวจสอบ Contract Specification, Margin, Leverage, Spread และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องก่อนเปิด Position
หากต้องการศึกษาเครื่องมือนี้โดยเฉพาะ สามารถอ่านต่อใน สินค้าโภคภัณฑ์ CFD
Physical, Spot, Futures และ CFD ต่างกันอย่างไร
การเลือกช่องทางสำหรับ commodity trading ควรเริ่มจากการแยกว่า “สินทรัพย์อ้างอิง” กับ “ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เข้าถึงราคา” เป็นคนละชั้นกัน
ประเด็น | Physical Commodity | Spot Exposure | Futures | CFD |
การถือสินทรัพย์ | ถือสินค้าจริง | ขึ้นกับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ | ถือสัญญา | ไม่ถือสินทรัพย์อ้างอิง |
ราคาอ้างอิง | ราคาสินค้าจริง | ราคาตลาดปัจจุบัน | ราคาของ Futures Contract | ราคาตามเงื่อนไขผลิตภัณฑ์ |
วันครบกำหนด | โดยทั่วไปไม่มี | ขึ้นกับผลิตภัณฑ์ | มีตาม Contract | ขึ้นกับผลิตภัณฑ์ |
Margin | โดยทั่วไปไม่ใช่โครงสร้างหลัก | ขึ้นกับช่องทาง | มี | อาจมี |
Leverage | ไม่ใช่องค์ประกอบหลัก | ขึ้นกับผลิตภัณฑ์ | เกิดจากโครงสร้าง Margin | ขึ้นกับผู้ให้บริการ/ผลิตภัณฑ์ |
สิ่งที่ต้องตรวจ | Storage/สภาพคล่อง | Settlement/Product Terms | Contract Size, Tick, Expiry | Product Terms, Margin, Costs |
สิ่งสำคัญคืออย่าดูเพียงชื่อ Benchmark
ตัวอย่างเช่นคำว่า “WTI” อาจหมายถึงสินทรัพย์อ้างอิงเดียวกัน แต่ Futures Contract, CFD หรือผลิตภัณฑ์อื่นที่ใช้ WTI เป็น Reference สามารถมีโครงสร้างและต้นทุนต่างกันได้
ใครอยู่ในตลาด Commodity
ตลาด Commodity ไม่ได้ประกอบด้วยนักเก็งกำไรเพียงกลุ่มเดียว ผู้เล่นแต่ละประเภทอาจเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ต่างกัน
Producers
เช่น ผู้ผลิตสินค้าเกษตร บริษัทเหมือง หรือบริษัทพลังงาน
กลุ่มนี้อาจใช้สัญญาอนุพันธ์เพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงจากราคาสินค้าที่ตัวเองผลิต
Commercial Consumers
บริษัทที่ใช้ Commodity เป็นวัตถุดิบก็เผชิญความเสี่ยงด้านราคาเช่นกัน
หากราคาวัตถุดิบสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้นทุนธุรกิจอาจเพิ่ม จึงอาจมีการใช้สัญญาเพื่อบริหาร Price Risk
Traders และ Investors
อีกกลุ่มคือผู้ที่ต้องการ Exposure ต่อการเคลื่อนไหวของราคาโดยไม่ได้มีความต้องการรับหรือส่งมอบสินค้าจริง
CME Group ระบุว่า Futures ถูกนำมาใช้ทั้งโดยผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้เข้าร่วมตลาดที่ต้องการบริหารหรือรับความเสี่ยงด้านราคา (cmegroup.com)
การเข้าใจผู้เล่นแต่ละประเภทช่วยให้เห็นว่า commodity trading ไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างโอกาสเก็งกำไร แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจจริง
Commodity Derivatives ในบริบทตลาดไทย
สำหรับผู้ลงทุนไทย ตัวอย่างตลาดอนุพันธ์ที่มีสินค้าโภคภัณฑ์เป็นสินทรัพย์อ้างอิงคือ Thailand Futures Exchange หรือ TFEX
ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวในตลาดจะมี Contract Specification ของตัวเอง เช่น สินทรัพย์อ้างอิง ขนาดสัญญา Tick และเดือนครบกำหนด
ดังนั้นแม้จะเข้าใจ Commodity ตัวหนึ่งอยู่แล้ว ก็ยังควรตรวจรายละเอียดของ Contract ที่กำลังซื้อขายทุกครั้ง เพราะ การเข้าใจสินทรัพย์อ้างอิง กับ การเข้าใจผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทรด เป็นคนละเรื่องกัน
บริบทไทยตรงนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของ Commodity Derivatives โดยโครงสร้างหลักของ Commodity Market ยังครอบคลุมตลาดทั่วโลกเช่นเดิม
อะไรทำให้ราคา Commodity ขึ้นหรือลง

การทำ commodity trading ต้องเข้าใจว่า Commodity จำนวนมากตอบสนองต่อ Supply และ Demand ในโลกจริงโดยตรง
Supply
Supply คือปริมาณสินค้าที่เข้าสู่ตลาด
ปัจจัยที่อาจเปลี่ยน Supply เช่น
กำลังการผลิต
สภาพอากาศ
ภัยธรรมชาติ
การปิดเหมืองหรือโรงงาน
นโยบายการผลิต
ปัญหาการขนส่ง
หาก Supply ลดลงในขณะที่ Demand ไม่เปลี่ยน ตลาดอาจตึงตัวมากขึ้น
Demand
Demand คือความต้องการใช้สินค้า
น้ำมันได้รับผลจากการเดินทาง การขนส่งและกิจกรรมเศรษฐกิจ ขณะที่ทองแดงมี Demand จากภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน
ดังนั้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจลดความต้องการ Commodity บางประเภทได้
Inventory
Inventory ช่วยสะท้อนว่าสินค้าที่ผลิตออกมาแล้วถูกใช้ไปมากน้อยเพียงใด
หาก Supply สูงกว่า Demand เป็นเวลานาน Inventory อาจเพิ่มขึ้นและสร้างแรงกดดันต่อราคา
ในทางตรงกันข้าม Inventory ที่ลดลงต่อเนื่องอาจสะท้อนว่าตลาดเริ่มตึงตัว
สภาพอากาศ
Weather Risk มีความสำคัญอย่างมากในสินค้าเกษตร
ภัยแล้ง น้ำท่วม หรืออุณหภูมิผิดฤดูกาลสามารถเปลี่ยนประมาณการผลผลิตและ Supply ได้
Commodity Futures Trading Commission (CFTC) อธิบายว่าความเสี่ยงของ Commodity แต่ละกลุ่มแตกต่างกัน โดยสินค้าเกษตรมี Weather Risk ขณะที่พลังงานและโลหะมีปัจจัยเฉพาะของ Supply, Storage และเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง (cftc.gov)
commodity trading คำนวณกำไรขาดทุนอย่างไร
ในระดับพื้นฐาน ผลลัพธ์ของ Position ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของราคาและขนาด Exposure
สมมติเปิด Position ที่ราคา 100 และปิดที่ 105
ส่วนต่างของราคาคือ
105 - 100 = 5
หากผลิตภัณฑ์กำหนดให้หนึ่งหน่วยของ Position มี Exposure เท่ากับ 10 หน่วยของราคา
ผลต่างก่อนต้นทุนตามตัวอย่างจะเท่ากับ
5 × 10 = 50
หากราคาลดจาก 100 เหลือ 95 ผลลัพธ์ก็จะเคลื่อนไปในทิศทางตรงกันข้ามสำหรับ Position ฝั่ง Buy
อย่างไรก็ตาม ในตลาดจริงยังต้องดูองค์ประกอบอื่น เช่น
Contract Size
Tick Value
Lot Size
Currency
Spread
Commission
Overnight Cost
Margin
Leverage
ดังนั้นการที่ผลิตภัณฑ์สองตัวอ้างอิง Commodity เดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงหนึ่งจุดจะสร้างกำไรหรือขาดทุนเท่ากัน
Margin และ Leverage เปลี่ยน Exposure อย่างไร
Futures และผลิตภัณฑ์บางประเภทเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อขายควบคุม Exposure ที่สูงกว่าเงินที่ใช้วางเป็น Margin
สำหรับ Futures, Margin คือเงินที่ต้องมีในบัญชีเพื่อเปิดและรักษา Position ตามเงื่อนไขที่กำหนด ไม่ใช่การชำระราคาสินทรัพย์อ้างอิงบางส่วนแบบเดียวกับการซื้อสินค้าจริง (cmegroup.com)
เมื่อตัว Position มีมูลค่าสูงกว่าเงิน Margin จึงเกิดผลของ Leverage
นั่นหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาเกิดขึ้นกับ Exposure ทั้ง Position ไม่ใช่เฉพาะเงินที่วางไว้เป็น Margin
CFTC เตือนว่าการใช้ Leverage สามารถขยายผลของการเคลื่อนไหวของราคาเมื่อเทียบกับเงินทุน และทำให้เกิดความเสียหายได้รวดเร็วหากตลาดเคลื่อนไหวสวนทาง (cftc.gov)
ดังนั้นการประเมินความเสี่ยงของ commodity trading ไม่ควรดูเพียงจำนวน Margin ที่ระบบต้องการ แต่ควรดูมูลค่า Exposure และผลกระทบต่อเงินทุนเมื่อราคาเปลี่ยนด้วย
commodity trading ใช้ Fundamental หรือ Technical Analysis
ทั้งสองวิธีตอบคำถามต่างกัน
Fundamental Analysis
ช่วยตอบว่า
“อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้ราคามีโอกาสเปลี่ยน”
เช่น
Supply เพิ่มหรือลด
Demand เปลี่ยนหรือไม่
Inventory อยู่ระดับใด
เศรษฐกิจกำลังขยายหรือชะลอตัว
มีเหตุการณ์อะไรเปลี่ยนโครงสร้างตลาด
Technical Analysis
ช่วยตอบว่า
“ราคาในตลาดกำลังแสดงพฤติกรรมอย่างไร”
เช่น
แนวโน้ม
Support และ Resistance
Breakout
Momentum
Price Structure
ผู้เทรดบางคนจึงใช้ Fundamental เพื่อสร้างมุมมองต่อทิศทาง แล้วใช้ Technical หาจังหวะ Entry และ Invalidation
ไม่มีวิธีใดรับประกันว่าการวิเคราะห์จะถูกต้องทุกครั้ง การกำหนดล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรเมื่อ Scenario ไม่เกิดขึ้นจึงมีความสำคัญไม่แพ้การหาจุดเข้า
การซื้อขาย Commodity ออนไลน์ทำงานอย่างไร

เทคโนโลยีทำให้ commodity trading สามารถเข้าถึงผ่าน Platform ออนไลน์ โดยผู้ใช้อาจดูราคา วิเคราะห์กราฟ ส่ง Order และติดตาม Position ได้จากคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์มือถือ
อย่างไรก็ตาม คำว่า Online เป็นเพียงวิธีเข้าถึงระบบซื้อขาย ไม่ได้บอกว่าผลิตภัณฑ์ที่กำลังใช้คืออะไร
ผู้ใช้ยังต้องแยกให้ออกว่ากำลังซื้อขาย
Futures
CFD
Spot Product
หรือผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น
รวมถึงต้องรู้ว่า Margin, Settlement, Contract Size และต้นทุนทำงานอย่างไร
หากต้องการเจาะขั้นตอนการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์โดยเฉพาะ สามารถศึกษาเรื่อง online commodity trading เพิ่มเติมได้
ต้นทุนของ Commodity Trading มีอะไรบ้าง
ต้นทุนของ commodity trading ขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้
Spread
Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask
Commission
ผลิตภัณฑ์หรือบัญชีบางประเภทอาจคิด Commission แยกจาก Spread
Exchange และ Clearing Fees
Futures อาจมีค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับตลาดและกระบวนการ Clearing
Overnight Cost
ผลิตภัณฑ์บางประเภทอาจมีต้นทุนหรือเครดิตจากการถือ Position ข้ามวัน
Contract Roll
Futures มีวันครบกำหนด
หากต้องการรักษา Exposure ต่อเนื่อง อาจต้องปิด Contract เดิมแล้วไปเปิด Contract เดือนถัดไป
การ Roll ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อสัญญา เพราะราคา Contract เดือนใหม่อาจแตกต่างจาก Contract เดิม
CFTC อธิบายว่า Futures มีอายุของสัญญาและผู้ถือ Position ต้องเข้าใจการหมดอายุหรือการจัดการ Position ตามเงื่อนไขของตลาด (cftc.gov)
ความเสี่ยงของ commodity trading ที่ควรรู้

แม้ Commodity จะเป็นสินทรัพย์ที่มีการใช้งานจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาจะมีความผันผวนน้อย
Price Risk
ราคาสามารถเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจากข้อมูล Supply, Demand หรือเหตุการณ์ที่ตลาดไม่ได้คาดไว้
Leverage Risk
หากผลิตภัณฑ์มี Leverage ผลของการเปลี่ยนแปลงราคาต่อเงินทุนสามารถสูงขึ้นได้
Liquidity Risk
สภาพคล่องของแต่ละตลาดหรือ Contract ไม่เท่ากัน ซึ่งอาจกระทบ Spread และ Execution
Event Risk
ข่าวเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ สภาพอากาศ หรือนโยบายของประเทศผู้ผลิตสามารถทำให้ราคาผันผวนอย่างรวดเร็ว
Product Risk
ผู้ซื้อขายอาจวิเคราะห์ Commodity ถูก แต่ยังขาดทุนจากการไม่เข้าใจ Contract Size, Expiration, Margin, Settlement หรือ Cost Structure ของผลิตภัณฑ์
CFTC แนะนำว่าผู้ที่พิจารณาการเก็งกำไรใน Commodity ควรทำความเข้าใจตลาดและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ รวมถึงประเมินว่าตัวเองสามารถรับการสูญเสียได้มากเพียงใด (cftc.gov)
commodity trading เหมาะกับใคร
commodity trading อาจเหมาะกับผู้ที่สนใจความเชื่อมโยงระหว่างตลาดการเงินกับเศรษฐกิจจริง และพร้อมศึกษาปัจจัยเฉพาะของสินทรัพย์ที่เลือก
เช่น ผู้ที่ติดตาม
เศรษฐกิจโลก
เงินเฟ้อ
พลังงาน
อุตสาหกรรม
ภูมิรัฐศาสตร์
Supply Chain
สภาพอากาศ
Technical Analysis
แต่ไม่มีตลาดใดเหมาะกับทุกคน
ก่อนเริ่มควรพิจารณาความรู้ เงินทุน ระยะเวลาที่สามารถติดตามตลาด และระดับความเสี่ยงที่สามารถรับได้
หากเข้าใจ Concept ของ Commodity Market แล้ว และต้องการลงรายละเอียดเรื่องกระบวนการเลือกตลาด วาง Entry และจัดการ Position สามารถอ่าน การเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ ต่อได้
สรุป commodity trading ก่อนเริ่มเข้าสู่ตลาด
commodity trading ครอบคลุมมากกว่าการคาดการณ์ว่าทองหรือน้ำมันจะขึ้นหรือลง เพราะประกอบด้วยสินค้า Commodity หลายกลุ่ม ผู้เล่นหลายประเภท และผลิตภัณฑ์หลายโครงสร้าง
ก่อนเปิด Position ควรตอบให้ได้ว่า
กำลังติดตาม Commodity อะไร
อะไรเป็น Price Driver
สินทรัพย์อ้างอิงคืออะไร
ใช้ Physical, Spot, Futures, CFD หรือผลิตภัณฑ์อื่น
Contract ทำงานอย่างไร
Position มี Exposure เท่าใด
มี Margin หรือ Leverage หรือไม่
มีวันครบกำหนดหรือไม่
ต้นทุนทั้งหมดมีอะไรบ้าง
หากตลาดสวนทางสามารถรับความเสี่ยงได้มากเพียงใด
เมื่อแยกชั้นของ สินทรัพย์อ้างอิง → ผลิตภัณฑ์ → Position → Risk ออกจากกันได้ การวิเคราะห์ Commodity จะมีบริบทชัดขึ้น และลดโอกาสเข้าใจผิดว่าการซื้อขายทุกผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงสินทรัพย์เดียวกันทำงานเหมือนกัน
สำหรับใครที่สนใจเรื่องการลงทุนและอยากจะเริ่มลงทุน เทรด Forex สามารถเปิดบัญชีผ่าน GOC Prime ทางหน้าเว็บไซต์ได้เลย เพราะเรามีบริการด้านการเทรดที่ครบวงจร ด้วยจุดเด่นอย่างไม่มี ค่า Swap เลเวอเรจ ที่ปรับได้ตามสไตล์การเทรดของแต่ละท่าน ค่าธรรมเนียมที่เป็นมิตรต่อทุกฝ่าย และการดูแลด้วยทีมงานคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ ให้คุณโฟกัสกับการวางกลยุทธ์ได้อย่างเต็มที่ในทุกจังหวะของตลาด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ commodity trading

commodity trading คืออะไร
คือการซื้อขายหรือสร้าง Exposure ต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ น้ำมัน โลหะ และสินค้าเกษตร ผ่านสินทรัพย์จริง Spot, Futures, CFD หรือผลิตภัณฑ์อื่นตามโครงสร้างของตลาด
Commodity Trading กับ Futures เหมือนกันหรือไม่
ไม่เหมือนกัน Commodity Trading เป็นคำกว้างที่ครอบคลุมหลายช่องทาง ขณะที่ Futures เป็นเพียงหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ใช้สร้าง Exposure ต่อ Commodity
Spot Commodity หมายถึงได้สินค้าจริงเสมอหรือไม่
ไม่เสมอไป Spot หมายถึงการซื้อขายที่อิงราคาปัจจุบันหรือการ Settlement ตามโครงสร้างของตลาด แต่ Physical Ownership ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และวิธีชำระราคา
Commodity ตัวไหนเหมาะกับมือใหม่
ไม่มี Commodity ตัวเดียวที่เหมาะกับทุกคน ควรเลือกตลาดที่สามารถเข้าใจ Price Driver และติดตามข้อมูลได้สม่ำเสมอ แล้วเริ่มจากจำนวนตลาดไม่มากก่อน
commodity trading มีความเสี่ยงอะไร
ความเสี่ยงสำคัญประกอบด้วย Price Risk, Leverage, Margin, Liquidity, Event Risk, ต้นทุน และความเสี่ยงจากการไม่เข้าใจโครงสร้างผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขาย



