Dxy คืออะไร

DXY คืออะไร และเหตุใดเทรดเดอร์ควรติดตามถ้าไม่อยากพลาด

DXY คือ ICE U.S. Dollar Index หรือ USDX เป็นดัชนีที่สะท้อนมูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐเทียบกับตะกร้าสกุลเงินต่างประเทศ 6 สกุล ได้แก่ ยูโร เยนญี่ปุ่น ปอนด์อังกฤษ ดอลลาร์แคนาดา โครนาสวีเดน และฟรังก์สวิส

ดัชนีเริ่มต้นด้วยค่าฐาน 100 ในปี 1973 หลังระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบ Bretton Woods สิ้นสุดลง หากดัชนีอยู่ที่ 105 โดยหลักการหมายความว่าดอลลาร์มีมูลค่าสูงขึ้นประมาณ 5% จากระดับฐาน แต่ไม่ได้หมายความว่าดอลลาร์แข็งขึ้น 5% เมื่อเทียบกับทุกสกุลเงิน เนื่องจากดัชนีคำนวณจากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหลายสกุลเงิน

ICE(Intercontinental Exchange) เป็นผู้ดูแล กำหนดองค์ประกอบ คำนวณ และเผยแพร่ดัชนี ส่วนสัญญาฟิวเจอร์สของ U.S. Dollar Index ใช้รหัส DX และเปิดซื้อขายบนแพลตฟอร์มของ ICE Futures U.S. โดย ICE ระบุว่าสัญญาดังกล่าวสามารถใช้ติดตามมูลค่าดอลลาร์หรือป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินได้

สกุลเงินและน้ำหนักในดัชนีดอลลาร์ที่คิดเป็นเปอร์เซนต์

องค์ประกอบโดยประมาณของตะกร้าสกุลเงินประกอบด้วย

  • เงินยูโร 57.6%
  • เงินเยนญี่ปุ่น 13.6%
  • เงินปอนด์อังกฤษ 11.9%
  • เงินดอลลาร์แคนาดา 9.1%
  • เงินโครนาสวีเดน 4.2%
  • เงินฟรังก์สวิส 3.6%

จุดสำคัญคือเงินยูโรมีน้ำหนักมากกว่าครึ่งหนึ่งของดัชนี การเคลื่อนไหวของ EUR/USD จึงส่งผลต่อดัชนีมากกว่าคู่เงินอื่นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อ EUR/USD ปรับตัวลงแรง ดัชนีดอลลาร์มักปรับตัวขึ้น แม้ดอลลาร์อาจไม่ได้แข็งค่ามากเมื่อเทียบกับเยนหรือดอลลาร์แคนาดาก็ตาม

ICE อธิบายว่าดัชนีสะท้อนมูลค่าดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินของคู่ค้าหลัก 6 กลุ่มตามโครงสร้างการค้าของสหรัฐในปี 1973 ได้แก่ เขตยูโร ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร แคนาดา สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์

สูตรคำนวณดัชนีดอลลาร์

ดัชนีใช้วิธีคำนวณแบบค่าเฉลี่ยเรขาคณิตถ่วงน้ำหนัก โดยสามารถเขียนแนวคิดของสูตรได้ดังนี้

ดัชนีดอลลาร์ = 50.14348112 × EUR/USD^-0.576 × USD/JPY^0.136 × GBP/USD^-0.119 × USD/CAD^0.091 × USD/SEK^0.042 × USD/CHF^0.036

เครื่องหมายยกกำลังติดลบใน EUR/USD และ GBP/USD เกิดจากรูปแบบการเสนอราคาที่วางดอลลาร์ไว้เป็นสกุลเงินตัวหลัง เมื่อ EUR/USD หรือ GBP/USD ปรับตัวขึ้น หมายถึงดอลลาร์อ่อนค่าลง ดัชนีจึงมีแนวโน้มลดลง

ส่วนคู่ USD/JPY, USD/CAD, USD/SEK และ USD/CHF วางดอลลาร์ไว้ด้านหน้า เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเหล่านี้ปรับขึ้น จึงหมายถึงดอลลาร์แข็งค่าและสนับสนุนให้ดัชนีเพิ่มขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดัชนีขึ้นหรือลง

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดัชนีขึ้นหรือลงใน DXY

  1. แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ

อัตราดอกเบี้ยเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อค่าเงิน หากตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คาด ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอาจปรับขึ้นและดึงดูดเงินทุนเข้าสู่สินทรัพย์สกุลดอลลาร์

ในทางตรงกันข้าม หากตลาดคาดว่า Fed(Federal Reserve Board) จะลดดอกเบี้ยเร็วกว่าธนาคารกลางอื่น ส่วนต่างผลตอบแทนอาจแคบลงและกดดันดอลลาร์ สิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงระดับดอกเบี้ยปัจจุบัน แต่รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

2. ตัวเลขเงินเฟ้อ

ข้อมูล Consumer Price Index หรือ CPI และ Personal Consumption Expenditures หรือ PCE สามารถเปลี่ยนแปลงความคาดหวังด้านนโยบายการเงินได้ทันที

เงินเฟ้อสูงกว่าคาดอาจทำให้ตลาดมองว่า Fed ต้องดำเนินนโยบายเข้มงวดมากขึ้น ส่งผลบวกต่อดอลลาร์ในระยะสั้น ส่วนเงินเฟ้อต่ำกว่าคาดอาจเพิ่มโอกาสลดดอกเบี้ยและกดดันค่าเงิน

อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาร่วมกับภาวะเศรษฐกิจ หากเงินเฟ้อสูงเพราะปัญหาอุปทาน แต่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว ดอลลาร์อาจไม่ได้แข็งค่าตามตำราเสมอไป

3. ตลาดแรงงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ข้อมูล Nonfarm Payrolls อัตราว่างงาน ค่าจ้าง รายงาน GDP ดัชนีภาคการผลิต และยอดค้าปลีก ล้วนมีผลต่อมุมมองเศรษฐกิจสหรัฐ

ตัวเลขที่แข็งแกร่งกว่าคาดมักสนับสนุนดอลลาร์ เพราะสะท้อนว่าเศรษฐกิจสามารถรองรับอัตราดอกเบี้ยสูงได้ แต่หากข้อมูลแข็งแกร่งจนเพิ่มความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ตลาดหุ้นอาจปรับลงพร้อมกับดอลลาร์แข็งค่าได้เช่นกัน

4. ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย

ดอลลาร์มักได้รับแรงซื้อในช่วงที่ตลาดกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย วิกฤตสภาพคล่อง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือการขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่างรุนแรง เนื่องจากดอลลาร์มีบทบาทสำคัญในระบบการเงินและการชำระหนี้ระหว่างประเทศ

แต่ดอลลาร์ไม่ได้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเพียงชนิดเดียว เยน ฟรังก์สวิส ทองคำ และพันธบัตรรัฐบาลอาจได้รับแรงซื้อเช่นกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์จึงขึ้นอยู่กับต้นเหตุของความเสี่ยงในแต่ละช่วงเวลา

วิธีเทรด DXY ให้เป็นระบบ

ผู้เทรดสามารถเข้าถึงการเคลื่อนไหวของดัชนีผ่านสัญญาฟิวเจอร์ส Forex กองทุน ETF หรือผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ที่โบรกเกอร์แต่ละแห่งให้บริการ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ดัชนีเป็นเครื่องมือยืนยันทิศทางก่อนเทรดคู่เงินและทองคำได้

ICE ระบุว่าสัญญาฟิวเจอร์ส USDX เปิดซื้อขายประมาณ 21 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้ผู้เข้าร่วมตลาดสามารถติดตามหรือป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินได้ครอบคลุมหลายช่วงเวลาการซื้อขาย

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดแนวโน้มจากกรอบเวลาใหญ่

เริ่มจากกราฟรายวันหรือ 4 ชั่วโมง และตรวจสอบองค์ประกอบต่อไปนี้

  • โครงสร้างราคาทำจุดสูงและจุดต่ำสูงขึ้นหรือไม่
  • ราคาอยู่เหนือหรือต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยหลัก
  • มีการเบรกกรอบสะสมหรือแนวรับแนวต้านสำคัญหรือไม่
  • แนวโน้มสอดคล้องกับทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐหรือไม่

หากโครงสร้างกราฟทำ Higher High และ Higher Low ต่อเนื่อง ควรให้น้ำหนักกับฝั่งดอลลาร์แข็งมากกว่าการรีบสวนแนวโน้ม

ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบ EUR/USD

เนื่องจากเงินยูโรมีน้ำหนักสูงที่สุด ควรเปิดกราฟ EUR/USD เปรียบเทียบเสมอ หากดัชนีกำลังชนแนวต้าน แต่ EUR/USD ยังไม่หลุดแนวรับ การเปิดสถานะซื้อดอลลาร์อาจยังมีความเสี่ยงต่อการกลับตัว

ในทางกลับกัน หากดัชนีเบรกแนวต้านพร้อมกับ EUR/USD หลุดแนวรับและปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น สัญญาณจะมีน้ำหนักมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 3 เลือกคู่เงินที่มีความแข็งแรงสัมพัทธ์ชัดเจน

เมื่อมุมมองหลักคือดอลลาร์แข็ง ไม่จำเป็นต้องขายทุกสกุลเงินเทียบดอลลาร์ ควรมองหาสกุลเงินที่อ่อนแอที่สุดในช่วงนั้น

ตัวอย่างเช่น หากเศรษฐกิจยุโรปชะลอตัวและตลาดคาดว่า ECB จะลดดอกเบี้ยเร็วกว่าสหรัฐ EUR/USD อาจเป็นตัวเลือกที่ชัดเจนกว่าการซื้อ USD/JPY ในช่วงที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นกำลังส่งสัญญาณเข้มงวด

หลักการคือ “ซื้อสกุลเงินที่แข็งเทียบกับสกุลเงินที่อ่อน” แทนการเลือกคู่เงินจากความคุ้นเคยเพียงอย่างเดียว

ขั้นตอนที่ 4 รอจังหวะย่อ ไม่ไล่ราคา

ดัชนีอาจปรับขึ้นอย่างรวดเร็วหลังตัวเลขเศรษฐกิจประกาศ แต่การซื้อทันทีหลังแท่งเทียนขนาดใหญ่ทำให้จุดตัดขาดทุนอยู่ไกลและมีอัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยงไม่ดี

วิธีที่รอบคอบกว่าคือรอให้ราคาย่อตัวกลับมายังบริเวณต่อไปนี้

  • แนวต้านเดิมที่เปลี่ยนเป็นแนวรับ
  • เส้นค่าเฉลี่ยที่ตลาดให้ความสำคัญ
  • ระดับ Fibonacci Retracement
  • โซนฐานราคาก่อนเกิดการเบรก
  • บริเวณที่มีความไม่สมดุลของคำสั่งซื้อขาย

เมื่อเกิดแท่งเทียนกลับตัวหรือโครงสร้างย่อยเริ่มเปลี่ยนทิศ จึงพิจารณาเข้เทรดตามแนวโน้มหลัก

เทคนิคใช้ดัชนีดอลลาร์ร่วมกับคู่เงินต่าง ๆ ที่น่าสนใจ

เทคนิคที่ 1 ใช้ยืนยันการเทรด EUR/USD

EUR/USD มีความสัมพันธ์แบบผกผันกับดัชนีค่อนข้างสูงเนื่องจากน้ำหนักของเงินยูโร หากดัชนีสร้างจุดสูงใหม่และ EUR/USD ทำจุดต่ำใหม่พร้อมกัน ถือเป็นการยืนยันแนวโน้ม

แต่หากดัชนีทำจุดสูงใหม่ ขณะที่ EUR/USD ไม่สามารถทำจุดต่ำใหม่ได้ อาจเกิด Divergence ซึ่งเตือนว่าแรงส่งของดอลลาร์เริ่มลดลง อย่างไรก็ตาม Divergence เป็นเพียงสัญญาณเตือน ไม่ใช่คำสั่งให้เปิดสถานะสวนทันที

เทคนิคที่ 2 ใช้กรองสัญญาณหลอกจาก GBP/USD

สมมติว่า GBP/USD หลุดแนวรับ แต่ดัชนียังเคลื่อนไหวออกข้างและไม่ได้แข็งค่าขึ้น การหลุดแนวรับอาจเกิดจากความอ่อนแอของปอนด์โดยเฉพาะ ไม่ใช่แรงซื้อดอลลาร์ในวงกว้าง

สถานการณ์นี้ไม่ได้แปลว่าเปิดขายไม่ได้ แต่ผู้เทรดควรแยกให้ออกว่ากำลังเทรด “ปอนด์อ่อน” หรือ “ดอลลาร์แข็ง” เพราะปัจจัยที่ทำให้ราคาเคลื่อนไหวและจุดเสี่ยงอาจแตกต่างกัน

เทคนิคที่ 3 ใช้ประกอบการเทรดทองคำ

โดยทั่วไป ทองคำมักมีความสัมพันธ์ตรงข้ามกับดอลลาร์ เพราะทองคำซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์ เมื่อดอลลาร์แข็ง ผู้ถือสกุลเงินอื่นต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อทอง ปริมาณความต้องการจึงอาจลดลง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤตรุนแรง ทองคำและดอลลาร์อาจปรับขึ้นพร้อมกันจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย จึงไม่ควรใช้ความสัมพันธ์แบบผกผันเป็นกฎตายตัว

เทคนิคที่ 4 ใช้ร่วมกับแนวรับแนวต้านรายสัปดาห์

แนวรับแนวต้านจากกราฟรายสัปดาห์มีความสำคัญต่อผู้เล่นสถาบัน หากดัชนีเข้าใกล้ระดับสำคัญ ผู้เทรดควรลดการไล่ราคาและเตรียมรับความผันผวน

ตัวอย่างแผนการเทรดแบบครบขั้นตอน

สมมติว่าผู้เทรดพบสถานการณ์ดังนี้

  1. กราฟดัชนีรายวันอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน
  2. โครงสร้างราคาทำ Higher High และ Higher Low
  3. ตลาดคาดว่า Fed จะคงดอกเบี้ยสูง ขณะที่ ECB มีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบาย
  4. EUR/USD หลุดแนวรับรายวัน
  5. ราคาย้อนกลับมาทดสอบแนวรับเดิมที่เปลี่ยนเป็นแนวต้าน

แผนที่เป็นไปได้คือรอสัญญาณกลับตัวขาลงบน EUR/USD แล้วเปิดสถานะขาย โดยวาง Stop Loss เหนือจุด Swing High ล่าสุด และกำหนด Take Profit ที่แนวรับถัดไป

หากเข้าเทรดที่ 1.0850 วาง Stop Loss ที่ 1.0900 จะมีความเสี่ยง 50 pip หากตั้งเป้ากำไรที่ 1.0750 จะมีโอกาสทำกำไร 100 pip หรือมี Risk-to-Reward Ratio เท่ากับ 1:2

หากยอมรับความเสี่ยงต่อครั้งไม่เกิน 1% และมีเงินทุน 10,000 ดอลลาร์ ความเสียหายสูงสุดควรอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ จากนั้นจึงคำนวณขนาดสัญญาให้เหมาะกับ Stop Loss 50 pips แทนการกำหนดล็อตตามความรู้สึก

ข้อจำกัดที่ต้องระวัง

โครงสร้างดัชนีให้น้ำหนักยุโรปสูง

ดัชนีถูกสร้างจากโครงสร้างคู่ค้าของสหรัฐในอดีต จึงไม่มีเงินหยวนจีน เปโซเม็กซิโก หรือเงินวอนเกาหลีใต้เป็นองค์ประกอบ แม้ประเทศเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการค้าสหรัฐในปัจจุบัน

ดังนั้น ดัชนีอาจไม่สะท้อนความแข็งแกร่งของดอลลาร์ในภาพการค้าโลกได้ครบทุกด้าน ธนาคารกลางสหรัฐจึงเผยแพร่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์แบบ Broad Index ซึ่งถ่วงน้ำหนักตามความสำคัญทางการค้ากับกลุ่มประเทศที่กว้างกว่า และมีการปรับน้ำหนักตามข้อมูลการค้า

ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดเปลี่ยนแปลงได้

ความสัมพันธ์ระหว่างดอลลาร์ ทองคำ หุ้น และพันธบัตรไม่ได้คงที่ หากตลาดให้ความสำคัญกับความเสี่ยงคนละประเภท ความสัมพันธ์ที่เคยเห็นในอดีตอาจอ่อนลงหรือกลับทิศ

ผู้เทรดควรประเมินจากข้อมูลปัจจุบัน ไม่ควรสรุปว่าดอลลาร์ขึ้นแล้วทองต้องลง หรือดอลลาร์ขึ้นแล้วหุ้นต้องลงทุกครั้ง

ข่าวสาร สามารถทำให้เกิดความผันผวนสองทิศทาง

ช่วงประกาศ CPI, Nonfarm Payrolls, ผลประชุม Fed และถ้อยแถลงของผู้กำหนดนโยบาย ราคาอาจพุ่งไปด้านหนึ่งก่อนกลับตัวอย่างรวดเร็ว การตั้ง Stop Loss แคบเกินไปหรือใช้ Leverage สูงอาจทำให้ถูกปิดสถานะแม้มุมมองหลักถูกต้อง

กราฟจากแต่ละแพลตฟอร์มอาจต่างกัน

ราคาที่แสดงภายใต้ชื่อดัชนีดอลลาร์ในบางแพลตฟอร์มอาจเป็นข้อมูล Spot, Futures หรือ CFD ซึ่งมีเวลาเปิดตลาด สเปรด และวิธีคำนวณต่างกัน ก่อนใช้วิเคราะห์ควรตรวจสอบว่ากราฟที่เปิดอยู่เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใด

หลักการในการบริหารความเสี่ยงสำหรับการเทรด

บริหารความเสี่ยงสำหรับการเทรด

ไม่ว่าการวิเคราะห์ DXY จะแม่นยำเพียงใด ก็ไม่มีสัญญาณใดชนะทุกครั้ง หลักปฏิบัติที่ควรใช้ประกอบด้วย

  • จำกัดความเสี่ยงต่อสถานะ เช่น 0.5-1% ของเงินทุน
  • วาง Stop Loss ตามโครงสร้างราคา ไม่ใช่ตามจำนวนเงินที่อยากเสีย
  • หลีกเลี่ยงการเปิดหลายคู่เงินที่มีความเสี่ยงซ้ำกัน
  • ลดขนาดสถานะก่อนข่าวเศรษฐกิจสำคัญ
  • กำหนด Risk-to-Reward ที่เหมาะสมก่อนเข้าเทรด
  • บันทึกเหตุผล จุดเข้า จุดออก และผลลัพธ์ทุกครั้ง

การขาย EUR/USD และ GBP/USD พร้อมกับซื้อ USD/JPY อาจดูเหมือนเปิดสามสถานะ แต่ในความเป็นจริงทั้งหมดมีความเสี่ยงร่วมกันคือการคาดว่าดอลลาร์จะแข็ง หากดอลลาร์กลับทิศ ความเสียหายอาจเกิดขึ้นพร้อมกันทุกสถานะ

สรุปง่าย ๆ DXY คือ

ดัชนีดอลลาร์ที่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เทรดมองเห็นภาพรวมของเงินดอลลาร์ก่อนตัดสินใจเทรดคู่เงิน ทองคำ หรือสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อค่าเงิน จุดแข็งของเครื่องมือนี้คือช่วยยืนยันทิศทาง เปรียบเทียบความแข็งแรงของสกุลเงิน และกรองสัญญาณที่เกิดจากปัจจัยเฉพาะประเทศ

อย่างไรก็ตาม DXY มีน้ำหนักของเงินยูโรสูงและไม่ได้ครอบคลุมคู่ค้าสำคัญของสหรัฐทั้งหมด จึงควรใช้ร่วมกับกราฟคู่เงิน ข้อมูลอัตราดอกเบี้ย ผลตอบแทนพันธบัตร ปฏิทินเศรษฐกิจ และแผนบริหารความเสี่ยง ไม่มีดัชนีใดสามารถแทนกระบวนการวิเคราะห์ทั้งหมดได้ แต่เมื่อใช้อย่างเข้าใจ ดัชนีนี้สามารถช่วยให้การตัดสินใจมีเหตุผลและเป็นระบบมากขึ้น

สำหรับใครที่สนใจเรื่องการลงทุนและอยากจะเริ่มลงทุน เทรด Forex สามารถเปิดบัญชีผ่าน GOC Prime ทางหน้าเว็บไซต์ได้เลย เพราะเรามีบริการด้านการเทรดที่ครบวงจร ด้วยจุดเด่นอย่างไม่มีค่า Swap เลเวอเรจ ที่ปรับได้ตามสไตล์การเทรดของแต่ละท่าน ค่าธรรมเนียมที่เป็นมิตรต่อทุกฝ่าย และการดูแลด้วยทีมงานคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ ให้คุณโฟกัสกับการวางกลยุทธ์ได้อย่างเต็มที่ในทุกจังหวะของตลาด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ DXY

Faq เกี่ยวกับ Dxy คือ

1. ดัชนีดอลลาร์ขึ้นหมายความว่าอะไร

หมายถึงเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นโดยเฉลี่ยเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงิน 6 สกุล แต่ไม่ได้หมายความว่าดอลลาร์จะแข็งค่ากับทุกสกุลเงินในอัตราเท่ากัน

2. ดัชนีดอลลาร์มีผลต่อทองคำอย่างไร

โดยทั่วไป ดอลลาร์แข็งมักกดดันทองคำ แต่ความสัมพันธ์อาจเปลี่ยนไปในช่วงวิกฤตหรือเมื่อปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อมีอิทธิพลมากกว่า

3. สามารถเทรดดัชนีดอลลาร์โดยตรงได้หรือไม่

สามารถเข้าถึงได้ผ่านฟิวเจอร์ส ออปชัน ETF หรือผลิตภัณฑ์ CFD ตามบริการของผู้ให้บริการแต่ละราย ต้องตรวจสอบเงื่อนไข สเปรด Leverage และความเสี่ยงก่อนเปิดสถานะ

4. กรอบเวลาใดเหมาะกับการวิเคราะห์

กราฟรายวันและ 4 ชั่วโมงเหมาะสำหรับกำหนดแนวโน้มหลัก ส่วนกราฟ 1 ชั่วโมงหรือ 15 นาทีสามารถใช้หาจังหวะเข้า แต่ควรหลีกเลี่ยงการตัดสินใจจากกรอบเวลาเล็กเพียงอย่างเดียว

5. มือใหม่ควรใช้ DXY อย่างไร

เริ่มจากใช้เป็นตัวกรองทิศทางก่อนเทรด EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY หรือทองคำ จากนั้นตรวจสอบปัจจัยพื้นฐาน แนวรับแนวต้าน และกำหนดจุดตัดขาดทุนทุกครั้ง

บทความอื่นๆ

Scalper คืออะไร

Scalper คืออะไร ทำไมถึงเป็นอีกสายอาชีพการเทรดที่คนนิยม

เมื่อพูดถึงการเทรดที่รวดเร็ว ตื่นเต้น และต้องตัดสินใจภายในเวลาไม่กี่วินาที หลายคนมักนึกถึงคำว่า Scalper คือหนึ่งในรูปแบบของเทรดเดอร์ที่พยายา

อ่านต่อ »
Proprietary_Trader_สายอาชีพทำเงินที่ไม่ต้องใช้เงิน

Proprietary Trader สายอาชีพทำเงินที่ไม่ต้องใช้เงินตัวเองลงทุน

ในโลกการเทรดที่หลายคนคุ้นเคยกับการเปิดบัญชีและใช้เงินของตัวเอง มีเทรดเดอร์อีกกลุ่มหนึ่งที่ทำงานด้วยเงินทุนของบริษัท คนกลุ่มนี้เรียกว่า Propr

อ่านต่อ »
ต้นทุนผันแปร นักลงทุนต้องรู้!

ต้นทุนผันแปร นักลงทุนต้องรู้! ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง มีผลทั้งราคาหุ้นและกำไร

สำหรับนักลงทุนที่อ่านงบการเงินแล้วเห็นว่าบริษัทมียอดขายเติบโต สิ่งที่ต้องถามต่อทันทีคือ “ยอดขายที่เพิ่มขึ้นสามารถสร้างกำไรได้จริงหรือไม่” เพ

อ่านต่อ »