Scalper คืออะไร

Scalper คืออะไร ทำไมถึงเป็นอีกสายอาชีพการเทรดที่คนนิยม

เมื่อพูดถึงการเทรดที่รวดเร็ว ตื่นเต้น และต้องตัดสินใจภายในเวลาไม่กี่วินาที หลายคนมักนึกถึงคำว่า Scalper คือหนึ่งในรูปแบบของเทรดเดอร์ที่พยายามทำกำไรจากความผันผวนระยะสั้นมาก โดยอาศัยการเข้าออกตลาดหลายครั้งในหนึ่งวัน แม้กำไรต่อครั้งจะไม่มาก แต่เมื่อสะสมหลายรอบก็อาจกลายเป็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจได้

เสน่ห์ของสไตล์นี้คือไม่ต้องรอให้แนวโน้มใหญ่เกิดขึ้น และไม่จำเป็นต้องถือสถานะข้ามคืน อย่างไรก็ตาม ความรวดเร็วไม่ได้หมายความว่าง่าย เพราะผู้เทรดต้องอ่านราคาเป็น วางแผนล่วงหน้า ใช้คำสั่งอย่างแม่นยำ และยอมตัดขาดทุนทันทีเมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามแผน

Scalper คืออะไรในมุมของการเทรดจริง

ในทางปฏิบัติ Scalper คือผู้ที่มองหาโอกาสจากการแกว่งตัวเล็กๆ ของราคา เช่น 3 จุด 5 จุด หรือ 10 จุด แล้วปิดสถานะอย่างรวดเร็ว โดยมักใช้กรอบเวลา 1 นาที 3 นาที 5 นาที หรือ 15 นาทีเป็นหลัก ขึ้นอยู่กับตลาดและความถนัด

คำว่า Scalping หมายถึงกลยุทธ์ ส่วน Scalper หมายถึงผู้ที่ใช้กลยุทธ์ดังกล่าว เป้าหมายหลักไม่ใช่การคาดการณ์ว่าราคาจะขึ้นหรือลงในระยะหลายวัน แต่เป็นการตอบสนองต่อแรงซื้อแรงขายที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้น

ทำไม Scalping จึงเป็นที่นิยม

ทำไม Scalping ถึงเป็นที่นิยม

เหตุผลที่การเทรดรูปแบบนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น มาจากพฤติกรรมของผู้เทรดยุคใหม่ที่ต้องการเห็นผลเร็ว ชอบการตัดสินใจแบบทันที และมีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ที่เข้าถึงง่ายกว่าเดิม ทั้งกราฟแบบเรียลไทม์ อินดิเคเตอร์ และแพลตฟอร์มที่ส่งคำสั่งได้รวดเร็ว

อีกปัจจัยหนึ่งคือผู้เทรดสามารถกำหนดช่วงเวลาเทรดได้ชัดเจน เช่น เลือกเทรดเพียง 1-2 ชั่วโมงในช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง เมื่อจบช่วงเวลาที่วางไว้ก็หยุด ไม่ต้องเฝ้ากราฟตลอดวัน

อย่างไรก็ตาม ความนิยมไม่ได้แปลว่าเหมาะกับทุกคน ผู้ที่ชอบวิเคราะห์ช้าๆ ไม่ต้องการความกดดัน หรือไม่สะดวกเฝ้าหน้าจอ อาจรู้สึกว่าสไตล์นี้เหนื่อยเกินไป ขณะที่คนที่ตอบสนองเร็ว ยอมทำตามระบบ และไม่ลังเลกับการตัดขาดทุน อาจรู้สึกว่านี่คือรูปแบบที่เข้ากับตัวเอง

หลักการทำกำไรของ Scalper

แนวคิดหลักของ Scalper คือการเก็บกำไรเล็กแต่บ่อย สมมติว่าผู้เทรดตั้งเป้ากำไรเฉลี่ย 5 จุดต่อครั้ง และยอมขาดทุน 3 จุดต่อครั้ง หากเทรด 10 ครั้งแล้วชนะ 6 ครั้ง ผลลัพธ์เบื้องต้นสามารถคำนวณได้ดังนี้

กำไรรวม = 6 ครั้ง × 5 จุด = 30 จุด

ขาดทุนรวม = 4 ครั้ง × 3 จุด = 12 จุด

ผลลัพธ์สุทธิ = 30 – 12 = 18 จุด

ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่าอัตราชนะไม่จำเป็นต้องสูงถึง 90% หากอัตราส่วนกำไรต่อความเสี่ยงเหมาะสมและผู้เทรดทำตามแผนได้จริง แต่ต้องไม่ลืมต้นทุน เช่น สเปรด ค่าคอมมิชชัน และความคลาดเคลื่อนของราคา เพราะต้นทุนเพียงเล็กน้อยมีผลมากเมื่อทำรายการหลายครั้ง

สูตรที่ควรรู้ก่อนเทรดสั้น

ผลตอบแทนคาดหวัง หรือ Expected Value (มูลค่าคาดหวัง) สามารถใช้ประเมินว่าระบบเทรดมีความได้เปรียบในระยะยาวหรือไม่ โดยคำนวณจากสูตรต่อไปนี้

ผลตอบแทนคาดหวัง = (อัตราชนะ × กำไรเฉลี่ย) – (อัตราแพ้ × ขาดทุนเฉลี่ย)

ตัวเลขเป็นบวกหมายความว่าระบบมีโอกาสสร้างผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว แต่ต้องมีจำนวนตัวอย่างมากพอ ไม่ควรสรุปประสิทธิภาพของระบบจากการเทรดเพียงไม่กี่ครั้ง เพราะผลลัพธ์ระยะสั้นอาจเกิดจากความผันผวนหรือความโชคดีได้

เครื่องมือที่ Scalper มักใช้

เครื่องมือที่ Scalper มักใช้

ผู้เทรดรูปแบบนี้ต้องการข้อมูลที่รวดเร็วและชัดเจน จึงมักใช้เครื่องมือที่ไม่ซับซ้อนเกินไป เพราะการใส่อินดิเคเตอร์จำนวนมากอาจทำให้กราฟรก เกิดสัญญาณขัดแย้ง และตัดสินใจช้ากว่าจังหวะของตลาด

เครื่องมือที่พบได้บ่อย ได้แก่ แนวรับแนวต้าน ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ปริมาณการซื้อขาย รูปแบบแท่งเทียน และโครงสร้างราคา แต่ละเครื่องมือควรถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของแผน ไม่ใช่ใช้เป็นสัญญาณรับประกันว่าราคาจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง

ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่

Moving Average (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่) ใช้ดูทิศทางราคาในระยะสั้น เช่น Exponential Moving Average (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล) 9 และ 20 ช่วงเวลา

หากเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นอยู่เหนือเส้นระยะยาว อาจสะท้อนว่าแรงซื้อระยะสั้นยังได้เปรียบ ผู้เทรดอาจรอให้ราคาย่อตัวกลับมาใกล้เส้นค่าเฉลี่ยก่อนมองหาจังหวะซื้อ แทนการไล่ซื้อเมื่อราคาพุ่งขึ้นไปแล้ว

ดัชนีวัดแรงซื้อแรงขาย

RSI (Relative Strength Index) หรือดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ ใช้ประเมินแรงซื้อและแรงขาย รวมถึงภาวะที่ราคาปรับตัวขึ้นหรือลงมากเกินไปในช่วงเวลาหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ RSI (Relative Strength Index) เพียงตัวเดียวในการเปิดสถานะ เพราะตลาดที่มีแนวโน้มแข็งแรงอาจอยู่ในเขตซื้อมากหรือขายมากเป็นเวลานาน ผู้เทรดควรใช้ร่วมกับแนวรับแนวต้านและพฤติกรรมราคา

ปริมาณการซื้อขาย

Volume (ปริมาณการซื้อขาย) ช่วยดูว่าการเคลื่อนไหวของราคามีแรงสนับสนุนมากเพียงใด หากราคาทะลุแนวต้านพร้อมปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น โอกาสที่ราคาจะเคลื่อนไหวต่ออาจมากกว่าการทะลุแนวต้านที่ไม่มีแรงซื้อรองรับ

อย่างไรก็ตาม ปริมาณการซื้อขายที่สูงผิดปกติอาจเกิดขึ้นช่วงประกาศข่าวสำคัญ ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาผันผวนและมีความเสี่ยงจากการส่งคำสั่งเพิ่มขึ้นเช่นกัน

Scalper ต่างจาก Day Trader และ Swing Trader อย่างไร

 

รูปแบบการเทรด ระยะเวลาถือสถานะ เป้าหมายกำไร จำนวนครั้งที่เข้าออกตลาด ลักษณะสำคัญ
Scalper ไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่นาที กำไรขนาดเล็กในแต่ละรอบ หลายครั้งต่อวัน ต้องตัดสินใจรวดเร็ว ใช้ความแม่นยำสูง และได้รับผลกระทบจากสเปรด ค่าคอมมิชชัน และต้นทุนการส่งคำสั่งมากที่สุด
Day Trader (เดย์เทรดเดอร์) หลายสิบนาทีถึงหลายชั่วโมง แต่ปิดสถานะภายในวันเดียว กำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาภายในวัน ตั้งแต่ไม่กี่ครั้งถึงหลายครั้งต่อวัน ไม่ถือสถานะข้ามคืน และมีเวลาวิเคราะห์จังหวะเข้าออกมากกว่า Scalper
Swing Trader (สวิงเทรดเดอร์) หลายวันถึงหลายสัปดาห์ กำไรจากรอบการแกว่งตัวหรือแนวโน้มระยะกลาง น้อยครั้งกว่า Scalper และ Day Trader ไม่ต้องเฝ้ากราฟตลอดเวลา แต่ต้องรับความเสี่ยงจากการถือสถานะข้ามคืนและช่วงวันหยุด

 

ตลาดแบบไหนเหมาะกับการ Scalping

ตลาดแบบไหนเหมาะกับการ Scalping

ตลาดที่เหมาะกับการเทรดระยะสั้นควรมีสภาพคล่องสูง สเปรดแคบ และมีการเคลื่อนไหวเพียงพอให้เก็บกำไร เช่น คู่เงินหลักในตลาด Forex (Foreign Exchange Market) ทองคำ ดัชนี หรือหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายสูง

สภาพคล่องมีความสำคัญเพราะช่วยให้ผู้เทรดเข้าและออกจากสถานะได้ใกล้เคียงกับราคาที่ต้องการ หากตลาดมีผู้ซื้อและผู้ขายน้อย อาจเกิดช่องว่างของราคาและทำให้ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คำนวณไว้

ช่วงเวลาที่มีผู้เล่นในตลาดหนาแน่นมักช่วยให้เข้าออกสถานะได้ง่ายขึ้น แต่ความผันผวนสูงก็เพิ่มความเสี่ยงเช่นกัน โดยเฉพาะช่วงประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ราคาอาจเคลื่อนไหวเร็วเกินกว่าที่คำสั่งตัดขาดทุนจะทำงานในระดับที่กำหนดไว้

ผู้เริ่มต้นจึงควรทดลองในช่วงตลาดปกติก่อน หลีกเลี่ยงการส่งคำสั่งในนาทีแรกหลังข่าวใหญ่ และตรวจสอบต้นทุนต่อรายการให้ชัดเจน

ข้อดีของการเป็น Scalper

  1. ข้อดีข้อแรกคือไม่ต้องถือสถานะนาน จึงลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้ามคืน เช่น ข่าวการเมือง เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ หรือความผันผวนที่เกิดขึ้นหลังตลาดหลักปิดทำการ
  2. ข้อดีข้อสองคือมีโอกาสเทรดหลายรอบ ทำให้ผู้เทรดสามารถเก็บข้อมูลและประเมินระบบได้เร็วกว่ากลยุทธ์ที่ต้องรอหลายวันกว่าจะเกิดสัญญาณหนึ่งครั้ง
  3. ข้อดีข้อสามคือสามารถกำหนดเวลาทำงานเป็นช่วงสั้นๆ ได้ เช่น เลือกเทรดเฉพาะช่วงตลาดเปิด 1 ชั่วโมง แล้วหยุดเมื่อหมดเวลา วิธีนี้ช่วยให้ผู้เทรดไม่ต้องติดตามกราฟตลอดทั้งวัน

นอกจากนี้ ผู้ที่มีวินัยสูงอาจชอบความชัดเจนของการตั้งเป้ากำไรและจุดตัดขาดทุนแบบสั้น เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วและสามารถวัดผลได้ทันที

ข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ต้องระวัง

แม้ Scalper คือรูปแบบที่ดูน่าทดลอง แต่มีข้อจำกัดหลายด้าน ต้นทุนการเทรด

  • ประเด็นแรก เพราะเมื่อเปิดและปิดสถานะบ่อย สเปรดกับค่าคอมมิชชันจะสะสมอย่างรวดเร็ว ระบบที่ดูมีกำไรเมื่อทดสอบจากกราฟอาจกลายเป็นขาดทุนหลังหักต้นทุนจริง
  • ประเด็นที่สองคือความล้า การเฝ้ากราฟและตัดสินใจต่อเนื่องอาจทำให้สมาธิลดลง เมื่อเหนื่อย ผู้เทรดมักเริ่มไล่ราคา เพิ่มขนาดสถานะ หรือพยายามแก้มือโดยไม่ผ่านเงื่อนไขของระบบ
  • ประเด็นที่สามคือ Slippage (ความคลาดเคลื่อนของราคาขณะส่งคำสั่ง) ซึ่งอาจทำให้ได้ราคาจริงแย่กว่าที่เห็นบนหน้าจอ โดยเฉพาะช่วงข่าวหรือช่วงที่สภาพคล่องลดลง

อีกความเสี่ยงหนึ่งคือการใช้ Leverage (อัตราทด) สูงเกินไป แม้เป้ากำไรจะสั้น แต่หากเปิดสถานะขนาดใหญ่ การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็อาจสร้างความเสียหายมากกว่าที่คาด

วิธีเริ่มต้นสำหรับมือใหม่

Scalper คือสไตล์ที่ควรเริ่มจากการทดสอบ ไม่ใช่เริ่มจากการเพิ่มเงินทุน เพราะความสำเร็จของการเทรดระยะสั้นขึ้นอยู่กับความแม่นยำของระบบ วินัย และความสามารถในการควบคุมต้นทุนมากกว่าขนาดบัญชี ผู้เริ่มต้นควรทดลองผ่านบัญชีเดโมหรือใช้เงินจำนวนน้อยก่อน เพื่อดูว่ากลยุทธ์สร้างผลลัพธ์ได้สม่ำเสมอจริงหรือไม่ แล้วจึงค่อยเพิ่มเงินทุนเมื่อมีสถิติรองรับและสามารถทำตามแผนได้อย่างต่อเนื่อง

  • ขั้นแรกควรเลือกตลาดเดียวและช่วงเวลาเดียว เช่น เทรดคู่เงินหลักในช่วงตลาดยุโรป เพื่อให้เรียนรู้พฤติกรรมราคาได้เร็วขึ้น
  • ขั้นที่สองกำหนดรูปแบบเข้าเทรดเพียงหนึ่งหรือสองรูปแบบ เช่น รอราคาย่อตัวกลับหาเส้นค่าเฉลี่ย หรือรอการทะลุแนวต้านพร้อมปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น การมีรูปแบบน้อยช่วยให้วัดผลได้ชัดเจนกว่าการเปลี่ยนกลยุทธ์ทุกวัน
  • ขั้นที่สามกำหนดความเสี่ยงต่อรายการ เช่น ไม่เกิน 0.5% ของเงินทุน และกำหนดจำนวนครั้งสูงสุดต่อวัน หากเทรดครบจำนวนหรือขาดทุนถึงวงเงินที่กำหนดแล้วให้หยุดทันที
  • ขั้นที่สี่บันทึกผลการเทรดทุกครั้ง โดยจดเหตุผลเข้า จุดออก ผลลัพธ์ ภาพกราฟ และสภาพอารมณ์ การทบทวนบันทึกจะช่วยแยกได้ว่ากำไรเกิดจากระบบหรือเกิดจากความโชคดี
  • ขั้นสุดท้ายคือเริ่มจากบัญชีทดลองหรือขนาดสถานะที่เล็กมาก เพื่อฝึกกระบวนการส่งคำสั่งและการตัดสินใจโดยไม่สร้างความเสียหายต่อเงินทุนจำนวนมาก

ตัวอย่างแผน Scalping แบบเข้าใจง่าย

สมมติว่ามีเงินทุน 100,000 บาท และกำหนดความเสี่ยงต่อรายการไว้ที่ 0.5% เท่ากับยอมขาดทุนสูงสุด 500 บาทต่อครั้ง

หากจุดตัดขาดทุนห่างจากราคาเข้า 10 จุด ผู้เทรดต้องคำนวณขนาดสถานะให้เมื่อราคาวิ่งผิดทางครบ 10 จุดแล้วขาดทุนไม่เกิน 500 บาท ไม่ควรเลือกขนาดสถานะก่อนแล้วจึงค่อยหาจุดตัดขาดทุนภายหลัง

จากนั้นตั้งเป้ากำไร 15 จุด จะได้ Risk-Reward Ratio (อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง) เท่ากับ 1.5 ต่อ 1 หมายความว่าในแต่ละรอบ ผู้เทรดยอมเสี่ยง 1 ส่วนเพื่อหวังผลตอบแทน 1.5 ส่วน

หากระบบมีอัตราชนะ 50% ผลลัพธ์รวมยังอาจเป็นบวกได้ เพราะกำไรเฉลี่ยสูงกว่าขาดทุนเฉลี่ย สิ่งสำคัญคือห้ามขยายจุดตัดขาดทุนเมื่อราคาไม่เป็นใจ และไม่เพิ่มขนาดสถานะเพื่อเอาคืนหลังเพิ่งขาดทุน

วิธีประเมินว่าระบบ Scalping ใช้งานได้จริงหรือไม่

อย่าตัดสินระบบจากผลลัพธ์วันเดียว เพราะผู้เทรดอาจเจอสภาพตลาดที่เหมาะกับกลยุทธ์เป็นพิเศษ ควรบันทึกผลอย่างน้อยหลายสิบถึงหลักร้อยรายการ เพื่อดูว่าสถิติยังคงสม่ำเสมอหรือไม่

ข้อมูลที่ควรประเมิน ได้แก่ อัตราชนะ กำไรเฉลี่ย ขาดทุนเฉลี่ย จำนวนขาดทุนติดต่อกัน ต้นทุนต่อรายการ ช่วงเวลาที่ทำกำไรได้ดี และสภาพตลาดที่ทำให้ระบบมีประสิทธิภาพลดลง

นอกจากนี้ ควรดู Maximum Drawdown (การลดลงสูงสุดของเงินทุน) เพื่อประเมินว่าระบบเคยทำให้เงินทุนลดลงจากจุดสูงสุดมากเพียงใด ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นความเสี่ยงที่อัตราชนะเพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายได้

ลักษณะของคนที่เหมาะกับสไตล์นี้

คนที่เหมาะกับการเทรดแบบ Scalping มักมีสมาธิดี ตัดสินใจตามกฎได้เร็ว และยอมรับการขาดทุนเล็กๆ ได้โดยไม่เสียอารมณ์ ผู้เทรดที่เหมาะไม่ได้พยายามเอาชนะทุกครั้ง แต่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์รวมจากหลายรายการ

ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ลังเลเมื่อถึงจุดตัดขาดทุน ชอบแก้มือหลังขาดทุน หรือมีเวลาติดตามตลาดแบบขาดช่วงอาจไม่เหมาะกับรูปแบบนี้ เพราะการเทรดสั้นต้องการความต่อเนื่องและการตอบสนองที่รวดเร็ว

ผู้ที่สนใจจึงควรทดลองภายใต้กฎที่ชัดเจน แล้วประเมินทั้งผลกำไร ระดับความเครียด และความสามารถในการทำตามแผน ไม่ควรเลือกสไตล์การเทรดจากความตื่นเต้นเพียงอย่างเดียว

สรุปก่อนเริ่มทดลองจริง

สุดท้าย Scalper คือการเทรดที่อาศัยความเร็ว ความแม่นยำ และวินัยมากกว่าการคาดเดาการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ผู้เทรดที่ทำได้ดีไม่ได้เน้นจำนวนครั้งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องควบคุมต้นทุน เลือกช่วงเวลาที่เหมาะ และหยุดทันทีเมื่อสภาพตลาดไม่ตรงกับแผน

แม้รูปแบบนี้จะเปิดโอกาสให้ทำกำไรจากการเคลื่อนไหวเล็กๆ ได้หลายครั้ง แต่ก็มาพร้อมความกดดัน ต้นทุนสะสม และความเสี่ยงจากการใช้ขนาดสถานะที่สูงเกินไป การเริ่มจากบัญชีทดลอง กำหนดความเสี่ยงต่ำ และเก็บสถิติอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้รู้ว่าสไตล์นี้เหมาะกับตัวเองจริงหรือไม่ ก่อนนำเงินทุนจำนวนมากเข้าสู่ตลาด

สำหรับใครที่สนใจเรื่องการลงทุนและอยากจะเริ่มลงทุน เทรด Forex สามารถเปิดบัญชีผ่าน GOC Prime ทางหน้าเว็บไซต์ได้เลย เพราะเรามีบริการด้านการเทรดที่ครบวงจร ด้วยจุดเด่นอย่างไม่มีค่า Swap เลเวอเรจ ที่ปรับได้ตามสไตล์การเทรดของแต่ละท่าน ค่าธรรมเนียมที่เป็นมิตรต่อทุกฝ่าย และการดูแลด้วยทีมงานคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ ให้คุณโฟกัสกับการวางกลยุทธ์ได้อย่างเต็มที่ในทุกจังหวะของตลาด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Scalper

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Scalper

1. Scalping ต้องใช้เงินทุนสูงหรือไม่

ไม่จำเป็น แต่ต้องเลือกขนาดสถานะให้เหมาะกับเงินทุน และจำกัดความเสี่ยงต่อครั้งอย่างชัดเจน เงินทุนที่มากไม่ได้ช่วยหากไม่มีระบบบริหารความเสี่ยง

2. มือใหม่เริ่ม Scalping ได้หรือไม่

เริ่มได้จากบัญชีทดลอง ควรใช้รูปแบบเข้าเทรดเพียงหนึ่งหรือสองรูปแบบ และบันทึกผลทุกครั้งก่อนเปลี่ยนไปใช้เงินจริง

3. ควรใช้กรอบเวลาใดในการ Scalping

กรอบเวลา 1 นาที 3 นาที และ 5 นาทีเป็นที่นิยม แต่ควรตรวจสอบกรอบเวลาที่ใหญ่กว่า เช่น 15 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง เพื่อดูแนวโน้มหลักประกอบด้วย

4. Scalping ใช้อินดิเคเตอร์อะไรดีที่สุด

ไม่มีอินดิเคเตอร์ที่ดีที่สุดสำหรับทุกสถานการณ์ ควรเลือกเครื่องมือที่เข้าใจง่าย เช่น แนวรับแนวต้าน ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ปริมาณการซื้อขาย และโครงสร้างราคา

5. ควรเทรดวันละกี่ครั้ง

ไม่มีจำนวนตายตัว แต่ควรกำหนดเพดานจำนวนรายการและวงเงินขาดทุนสูงสุดต่อวัน เมื่อถึงระดับที่กำหนดต้องหยุดเพื่อป้องกันการเทรดเกินแผน

Goc Prime Register

บทความอื่นๆ

Scalper คืออะไร

Scalper คืออะไร ทำไมถึงเป็นอีกสายอาชีพการเทรดที่คนนิยม

เมื่อพูดถึงการเทรดที่รวดเร็ว ตื่นเต้น และต้องตัดสินใจภายในเวลาไม่กี่วินาที หลายคนมักนึกถึงคำว่า Scalper คือหนึ่งในรูปแบบของเทรดเดอร์ที่พยายา

อ่านต่อ »
Proprietary_Trader_สายอาชีพทำเงินที่ไม่ต้องใช้เงิน

Proprietary Trader สายอาชีพทำเงินที่ไม่ต้องใช้เงินตัวเองลงทุน

ในโลกการเทรดที่หลายคนคุ้นเคยกับการเปิดบัญชีและใช้เงินของตัวเอง มีเทรดเดอร์อีกกลุ่มหนึ่งที่ทำงานด้วยเงินทุนของบริษัท คนกลุ่มนี้เรียกว่า Propr

อ่านต่อ »
ต้นทุนผันแปร นักลงทุนต้องรู้!

ต้นทุนผันแปร นักลงทุนต้องรู้! ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง มีผลทั้งราคาหุ้นและกำไร

สำหรับนักลงทุนที่อ่านงบการเงินแล้วเห็นว่าบริษัทมียอดขายเติบโต สิ่งที่ต้องถามต่อทันทีคือ “ยอดขายที่เพิ่มขึ้นสามารถสร้างกำไรได้จริงหรือไม่” เพ

อ่านต่อ »