หุ้น 7 ประเภท

มือใหม่ห้ามพลาด รู้จักหุ้น 7 ประเภทก่อนเริ่มลงทุน

ถ้าเพิ่งเริ่มเข้ามาในโลกของการลงทุน หนึ่งในคำถามสำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องเลยคือ หุ้นมีกี่ประเภท ซึ่งจริงๆ แล้วหุ้นมีหลายแบบ แต่ถ้าเอาแบบที่เข้าใจง่ายและใช้งานได้จริงที่สุดก็คือการแบ่งออกเป็น หุ้น 7 ประเภท โดยแต่ละแบบมีเอกลักษณ์และจริตของนักลงทุนที่เหมาะสมแตกต่างกันออกไป

ซึ่งการรู้จักหุ้นแต่ละประเภท จะช่วยให้คุณจัดพอร์ตได้สมดุล ไม่ต้องกลัวว่าพอหุ้นตัวหนึ่งตก แล้วพอร์ตจะพังทั้งแผง ถ้าพร้อมแล้ว มาดูหุ้นแต่ละแบบกันดีกว่า

ทำไมต้องรู้จักประเภทของหุ้นก่อนเริ่มลงทุน

หุ้น 7 ประเภท

หลายคนเริ่มลงทุนจากการฟังคำแนะนำจากคนรอบตัว หรือดูว่าหุ้นตัวไหนกำลังเป็นกระแสในช่วงนั้นเลยตัดสินใจซื้อไว้ ซึ่งนั้นอาจทำให้ตัดสินใจเร็วเกินไปโดยไม่เข้าใจว่าหุ้นที่ซื้อมีธรรมชาติแบบไหน การเรียนรู้เรื่องหุ้น 7 ประเภท จะช่วยให้การลงทุนมีกรอบที่ชัดขึ้น เพราะคุณจะไม่มองหุ้นทุกตัวเหมือนเดิมอีกต่อไป 

เพราะในความเป็นจริง หุ้นแต่ละประเภทจะมีราคา ความผันผวน และโอกาสสร้างผลตอบแทนต่างกันอย่างชัดเจน ทำให้หุ้นบางกลุ่มเหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ในขณะที่บางกลุ่มเหมาะกับคนที่ต้องการถือยาวและเน้นความมั่นคง หากไม่แยกให้ออกตั้งแต่ต้น นักลงทุนอาจเผลอใช้ความคาดหวังผิดประเภท เช่น คาดหวังให้หุ้นปันผลโตแรงเหมือนหุ้นเติบโต หรือหวังให้หุ้นวัฏจักรนิ่งเหมือนหุ้นเชิงรับ

การทำความรู้จักประเภทของหุ้นจึงไม่ใช่แค่ความรู้เชิงทฤษฎีแล้วนำไปต่อยอดในเชิงปฎิบัติ แต่เป็นการใช้เครื่องมือเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจที่ช่วยให้คุณประเมินได้ว่า หุ้นตัวนี้เหมาะกับเป้าหมายของคุณหรือไม่ และควรถือในสัดส่วนเท่าใดในพอร์ต

หุ้น 7 ประเภท มีหุ้นอะไรบ้าง

เมื่อพูดถึง หุ้น 7 ประเภท ที่นักลงทุนควรรู้จัก เราจะแบ่งประเภทของหุ้นออกมาตามลักษณะธุรกิจและพฤติกรรมการลงทุนได้ดังนี้ ได้แก่ หุ้นเติบโต, หุ้นคุณค่า, หุ้นปันผล, หุ้นบลูชิพ, หุ้นวัฏจักร, หุ้นเชิงรับ และหุ้นเก็งกำไร แต่ละประเภทมีจุดเด่นต่างกัน และไม่มีประเภทไหน “ดีที่สุด” สำหรับทุกคนเสมอไป ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ระยะเวลาลงทุน และความเสี่ยงที่นักลงทุนจะต้องรู้เมื่อลงทุนไปแล้ว โดยหุ้นทั้ง 7 ประเภทมีดังต่อไปนี้

หุ้นเติบโต (Growth Stock)

หุ้นเติบโต หรือ Growth Stock คือหุ้นที่เน้นการขยายตัวของรายได้และกำไรในอนาคต บริษัทเหล่านี้มักอยู่ในช่วงขยายกิจการ เช่น เทคโนโลยี พลังงานใหม่ หรือบริการออนไลน์ 

ข้อดีสำคัญของหุ้นประเภทนี้คือโอกาสสร้างผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาในระยะยาว หากบริษัทเติบโตได้จริง ราคาหุ้นก็มักสะท้อนการเติบโตนั้นตามไปด้วย นักลงทุนที่รับความผันผวนได้และมีระยะเวลาลงทุนค่อนข้างยาวมักสนใจหุ้นกลุ่มนี้

อย่างไรก็ตามหุ้นเติบโตมักมีราคาแพงเมื่อเทียบกับกำไรปัจจุบัน เพราะตลาดคาดหวังอนาคตไว้สูง หากบริษัททำผลงานต่ำกว่าที่คาด ราคาหุ้นอาจปรับลงแรงได้ จึงต้องดูทั้งคุณภาพธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และความสมเหตุสมผลของมูลค่าหุ้นควบคู่กัน

ซึ่งถ้าเป็นคุณเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ และอยากเห็นผลตอบแทนสูงในระยะยาว หุ้นเติบโตเหมาะสมกับคุณมาก แต่ควรศึกษาธุรกิจให้เข้าใจจริง เพราะบางที หุ้นที่ดูโตอาจเป็นแค่ hype ชั่วคราวก็ได้

หุ้นคุณค่า (Value Stock)

หุ้นคุณค่าหรือ Value Stock คือหุ้นที่ราคาตลาด ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง นักลงทุนแนวนี้จะชอบมองหาหุ้นแบบนี้เหมือนตามหาเพชรในตม เพราะหุ้นพวกนี้จะเป็นหุ้นของบริษัทที่พื้นฐานดี แต่ตลาดการลงทุนยังไม่เห็นคุณค่าของบริษัท โดยแนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Warren Buffett นักลงทุนชื่อดังชาวอเมริกันชื่อดัง โดยเขาเคยกว่าวไว้ว่า “จงซื้อธุรกิจดีในราคายุติธรรม ดีกว่าซื้อธุรกิจธรรมดาในราคาดี”

หุ้นคุณค่าอาจใช้เวลานานกว่าตลาดจะรับรู้ แต่ผลตอบแทนเมื่อถึงวันนั้น มักคุ้มค่ามาก หุ้นชนิดนี้เหมาะกับคนที่ใจเย็น และไม่กลัวถือยาว

หุ้นที่ดูถูกอาจไม่ได้ “ถูกจริง” เสมอไป บางครั้งราคาที่ต่ำสะท้อนปัญหาธุรกิจระยะยาว ดังนั้นการวิเคราะห์ต้องลงลึกพอสมควร ทั้งงบการเงิน ความสามารถทำกำไร สถานะการแข่งขัน และแนวโน้มอุตสาหกรรม

หุ้นปันผล (Dividend Stock)

หุ้นปันผลหรือ Dividend Stock คือหุ้นของบริษัทที่มีกำไรมั่นคง และสามารถจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้สม่ำเสมอ นักลงทุนที่เน้นความมั่นคง มักจะชอบหุ้นกลุ่มนี้เป็นพิเศษเพราะยิ่งถือเยอะเท่าไหร่ก็ได้ปันผลเยอะเท่านั้น

แม้ว่าราคาของหุ้นประเภทนี้จะไม่ค่อยหวือหวาเหมือนหุ้นเติบโต แต่รายได้จากเงินปันผลจะช่วยสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่อง เหมาะสำหรับคนที่อยากลงทุนเพื่อเกษียณ หรือมีรายได้เสริมระหว่างรอราคาขึ้น ตัวอย่างคือ หุ้นธนาคาร หุ้นสื่อสาร หรือหุ้นโรงไฟฟ้า ถ้าเปรียบกับอาหาร หุ้นปันผลก็เหมือนอาหารมืัอโปรดของคุณ ที่กินได้ทุกวันไม่มีเบื่อ

หุ้นประเภทนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการรายได้ระหว่างทาง สร้างรายเงินเสริม หรืออยากลดความผันผวนของพอร์ต การได้รับเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอช่วยเพิ่มความสบายใจ และเหมาะกับการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว โดยเฉพาะคนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดในอนาคต

อย่างไรก็ตามหุ้นตัวนี้ต้องดูละเอียดหน่อย อย่าดูแค่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูง เพราะบางครั้งปันผลสูงเกิดจากราคาหุ้นที่ลดลงแรงจากปัญหาพื้นฐาน การเลือกหุ้นปันผลจึงควรดูคุณภาพกำไร ระดับหนี้ ความต่อเนื่องของกระแสเงินสด และประวัติการจ่ายปันผลร่วมด้วย

หุ้นบลูชิพ (Blue Chip Stock)

หุ้นบลูชิพคือหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ มีชื่อเสียงในตลาด ดำเนินธุรกิจมานาน และมักเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม บริษัทเหล่านี้มักมีฐานะการเงินค่อนข้างแข็งแรง มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง และเป็นที่รู้จักของนักลงทุนส่วนใหญ่

จุดเด่นคือความน่าเชื่อถือและความมั่นคงเมื่อเทียบกับหุ้นอื่นๆ หุ้นกลุ่มนี้มักเหมาะกับผู้เริ่มต้นที่ยังไม่อยากรับความผันผวนมากเกินไป และต้องการถือหุ้นของธุรกิจที่เข้าใจง่ายหรือมีประวัติการดำเนินงานชัดเจน

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นบริษัทใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะไม่ลง หรือธุรกิจจะไม่มีความเสี่ยงเลย หุ้นบลูชิพบางตัวอาจเติบโตไม่เร็วมาก และหากซื้อในราคาสูงเกินไป ผลตอบแทนก็อาจไม่โดดเด่นอย่างที่คิด

หุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock)

หุ้นวัฏจักรคือหุ้นที่ผลประกอบการขึ้นลงตามรอบเศรษฐกิจหรือวัฏจักรของอุตสาหกรรม เช่น พลังงาน ปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง ยานยนต์ หรือธุรกิจที่อ่อนไหวต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค เมื่อเศรษฐกิจดี บริษัทมักทำกำไรได้โดดเด่น แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอ กำไรก็อาจลดลงตาม

หุ้นประเภทนี้มีโอกาสให้ผลตอบแทนดีในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังอยู่ในขาขึ้น นักลงทุนที่เข้าใจจังหวะเศรษฐกิจและวัฏจักรธุรกิจอาจใช้โอกาสนี้สร้างผลตอบแทนได้มากกว่าค่าเฉลี่ยตลาด

อย่างไรก็ตาม ความยากของหุ้นวัฏจักรคือการประเมินจังหวะในการเข้าซื้อ เพราะถ้าเข้าซื้อช้าเกินไป คุณอาจซื้อในช่วงที่กำไรใกล้จุดสูงสุดแล้ว ทำให้ราคาหุ้นไม่มีแรงส่งต่อ ดังนั้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้จึงต้องอาศัยการติดตามปัจจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด

หุ้นเชิงรับ (Defensive Stock)

หุ้นเชิงรับคือหุ้นของธุรกิจที่ยังมีความต้องการสม่ำเสมอ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน โรงพยาบาล สาธารณูปโภค หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความจำเป็นในชีวิตประจำวัน

จุดเด่นของหุ้นลักษณะนี้ คือความผันผวนที่น้อยกว่าหุ้นที่อิงเศรษฐกิจมาก นักลงทุนจำนวนมากเลือกถือหุ้นประเภทนี้เพื่อช่วยพยุงพอร์ตในช่วงตลาดไม่แน่นอน หรือใช้เป็นแกนหลักของพอร์ตระยะยาวที่ต้องการความสมดุลมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้หุ้นเชิงรับจะดูปลอดภัยกว่าหุ้นประเภทอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลตอบแทนสูงเสมอ เพราะในบางช่วงที่ตลาดกลับมาคึกคัก หุ้นกลุ่มนี้อาจขึ้นช้ากว่าหุ้นประเภทอื่นๆ เช่น หุ้นเติบโตหรือหุ้นวัฏจักร เป็นต้น ดังนั้นจึงควรมองในมุมของบทบาทในพอร์ต มากกว่าจะหวังผลตอบแทนหวือหวาเพียงอย่างเดียว

หุ้นเก็งกำไร (Speculative Stock)

หุ้นเก็งกำไรคือหุ้นที่ราคามักเคลื่อนไหวแรงจากความคาดหวัง ข่าว กระแส หรือปัจจัยระยะสั้น มากกว่าการสะท้อนพื้นฐานธุรกิจอย่างชัดเจน หุ้นประเภทนี้อาจอยู่ในบริษัทขนาดเล็ก ธุรกิจใหม่ หรือบริษัทที่ผลประกอบการยังไม่มั่นคง

จุดเด่นของหุ้นคือมีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงในเวลาสั้น แต่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงสูงมาก เหมาะกับผู้ที่เข้าใจเกมการลงทุนระยะสั้น มีวินัยในการตัดขาดทุน และยอมรับความผันผวนได้จริง

นี่คือประเภทหุ้นที่มือใหม่ควรระวังมากที่สุด เพราะราคาสามารถขึ้นแรงและลงแรงได้ในเวลาไม่นาน หากไม่มีแผนบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน การลงทุนอาจกลายเป็นการตัดสินใจตามอารมณ์มากกว่าตามเหตุผล

เลือกหุ้นยังไงให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

หุ้น 7 ประเภท

หลังจากที่ทำความรู้จักหุ้น 7 ประเภท แล้ว คำถามต่อมาคือ แล้วเราควรเลือกหุ้นตัวไหนดี คำตอบคือขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคน ไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะนักลงทุนแต่ละคนมีเงื่อนไขต่างกันทั้งเรื่องรายได้ ภาระค่าใช้จ่าย ระยะเวลาลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

คนที่อายุยังน้อยและมีเวลาให้พอร์ตเติบโต อาจให้น้ำหนักกับหุ้นเติบโตมากขึ้นได้ เพราะมีเวลารับความผันผวนและรอผลตอบแทนระยะยาว ส่วนคนที่ต้องการรายได้อย่างสม่ำเสมอ อาจเหมาะกับหุ้นปันผลหรือหุ้นบลูชิพมากกว่า ขณะที่คนที่ต้องการพอร์ตค่อนข้างมั่นคง อาจใช้หุ้นเชิงรับเป็นองค์ประกอบสำคัญ

สิ่งสำคัญคือไม่ควรเลือกหุ้นเพียงเพราะคนอื่นบอกว่าดี แต่ควรเลือกจากความเข้าใจว่าหุ้นประเภทนั้นตอบโจทย์ชีวิตและเป้าหมายของคุณอย่างไร ยิ่งรู้ตัวเองชัด การจัดพอร์ตยิ่งมีเหตุผลมากขึ้น

และอย่าลืม กระจายความเสี่ยง โดยผสมหุ้นหลายประเภทเข้าด้วยกัน เช่น 40% หุ้นเติบโต, 30% หุ้นปันผล, 20% หุ้นป้องกันความเสี่ยง และ 10% หุ้นเก็งกำไร แบบนี้พอร์ตจะทั้งเติบโตและมั่นคงในเวลาเดียวกัน

ข้อที่มือใหม่ควรระวังเมื่อเลือกลงทุนในหุ้น

แม้จะเตรียมตัวมาดีแค่ไหนก็ตาม นักลงทุนโดยเฉพาะมือใหม่ก็ยังมีโอกาสพลาดได้ โดยเฉพาะเมื่อมองหุ้นจากราคาที่ขึ้นลงเร็วเกินไป มากกว่ามองลักษณะของธุรกิจ ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยที่สุดคือการซื้อหุ้นโดยไม่รู้ว่าหุ้นนั้นอยู่ในประเภทไหน ส่งผลให้ตั้งความคาดหวังผิดตั้งแต่แรก

ข้อต่อไปคือการมองว่าหุ้นทุกตัวต้องให้ผลตอบแทนสูงในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ความจริงแล้วหุ้นแต่ละประเภทมีจังหวะโดดเด่นที่ต่างกัน หุ้นเชิงรับอาจดูนิ่งในช่วงตลาดคึกคัก แต่กลับมีบทบาทมากในช่วงตลาดผันผวน หุ้นวัฏจักรอาจดูน่าสนใจมากในบางช่วง แต่ถ้าเข้าผิดจังหวะก็อาจเสียหายได้พอสมควร

นอกจากนี้ หลายคนยังให้ความสำคัญกับคำว่า “ถูก” หรือ “แพง” มากเกินไป โดยไม่ได้ดูว่าธุรกิจนั้นมีคุณภาพจริงหรือไม่ หุ้นที่ดูถูกอาจมีปัญหาระยะยาว ส่วนหุ้นที่ดูแพงอาจยังเติบโตได้อีกมาก ดังนั้นการวิเคราะห์ควรดูหลายมิติร่วมกันเสมอ

วิธีนำความรู้เรื่องหุ้น 7 ประเภทไปใช้จัดพอร์ต

การรู้จัก หุ้น 7 ประเภท ไม่ได้มีประโยชน์แค่ตอนเลือกหุ้นรายตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยให้คุณจัดพอร์ตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เพราะพอร์ตที่ดีมักไม่พึ่งพาหุ้นลักษณะเดียวทั้งหมด

ตัวอย่างเช่น หากคุณเน้นการเติบโตระยะยาว อาจใช้หุ้นเติบโตเป็นแกนหลัก แล้วเสริมด้วยหุ้นบลูชิพหรือหุ้นเชิงรับเพื่อช่วยลดความผันผวน หรือถ้าคุณต้องการรายได้ระหว่างทาง อาจเพิ่มสัดส่วนหุ้นปันผลเข้าไปมากขึ้น ขณะเดียวกัน หากต้องการเปิดโอกาสรับผลตอบแทนสูงขึ้น อาจกันเงินเพียงบางส่วนไปยังหุ้นวัฏจักรหรือหุ้นเก็งกำไร แต่ไม่ควรให้มีน้ำหนักมากเกินกว่าที่รับความเสี่ยงได้

แนวคิดสำคัญคือ “การกระจายความเสี่ยงอย่างมีเหตุผล” ไม่ใช่ซื้อหลายตัวแบบไร้ทิศทาง การมีหุ้นหลายประเภทในพอร์ตช่วยให้พอร์ตไม่อิงกับปัจจัยเดียวมากเกินไป และทำให้รับมือกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนไปได้ดีขึ้น

คำถามที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับหุ้น 7 ประเภท

หุ้น 7 ประเภท

 

มือใหม่ควรเริ่มลงทุนจากหุ้นประเภทไหน?

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ โปรกเกอร์จะแนะนำให้เริ่มจากหุ้นบลูชิพ หุ้นปันผล หรือหุ้นเชิงรับได้ง่ายกว่า เพราะเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานค่อนข้างมั่นคงและเข้าใจหลักธุรกิจได้ไม่ยาก แต่ก่อนลงทุนควรดูเป้าหมายทางการเงินและระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ร่วมด้วย

หุ้นเติบโตกับหุ้นคุณค่าต่างกันอย่างไร?

หุ้นเติบโตเน้นบริษัทที่มีโอกาสขยายรายได้และกำไรในอนาคตสูง จึงเหมาะกับคนที่รับความผันผวนได้มากกว่า ส่วนหุ้นคุณค่าคือหุ้นที่ราคาตลาดอาจต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน เหมาะกับนักลงทุนที่เน้นซื้อในราคาสมเหตุสมผลและถือรอในระยะยาว

ควรลงทุนในหุ้นแค่ประเภทเดียวหรือกระจายหลายประเภท?

โดยส่วนใหญ่การกระจายลงทุนหลายประเภทจะช่วยลดความเสี่ยงได้ดีกว่า เพราะหุ้นแต่ละแบบมีพฤติกรรมต่างกันในแต่ละช่วงตลาด การจัดพอร์ตให้มีความสมดุลจะช่วยให้รับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้น

การรู้จักหุ้น 7 ประเภทช่วยให้ลงทุนดีขึ้นอย่างไร?

การที่เราศึกษาหุ้น 7 ประเภท จะช่วยให้นักลงทุนเลือกหุ้นได้ตรงกับเป้าหมายของตัวเองมากขึ้น ทั้งในเรื่องผลตอบแทน ความเสี่ยง และระยะเวลาการลงทุน ทำให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมีรอบคอบและเหตุผล แทนที่จะเลือกหุ้นเพียงเพราะตามกระแสเพียงอย่างเดียว

สรุปภาพรวมของหุ้น 7 ประเภท

 

ถ้าให้สรุปภาพรวมของ หุ้น 7 ประเภท สั้นๆก็จะได้ใจความดังนี้

  • หุ้นเติบโต (Growth Stock) เน้นการขยายรายได้และกำไรในอนาคต มีโอกาสเติบโตสูง แต่ราคามักผันผวนและสะท้อนความคาดหวังของตลาดมาก
  • หุ้นคุณค่า (Value Stock) หุ้นที่ราคาตลาดอาจต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง เหมาะกับนักลงทุนที่เน้นพื้นฐานและถือระยะยาว
  • หุ้นปันผล (Dividend Stock) บริษัทมีกำไรค่อนข้างสม่ำเสมอและจ่ายปันผลต่อเนื่อง เหมาะกับคนที่ต้องการกระแสเงินสดและความมั่นคง
  • หุ้นบลูชิพ (Blue Chip Stock) หุ้นบริษัทใหญ่ มีชื่อเสียง ฐานะการเงินแข็งแรง และความผันผวนมักน้อยกว่าหุ้นขนาดเล็ก
  • หุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock) ผลประกอบการขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจหรือรอบอุตสาหกรรม มีโอกาสให้ผลตอบแทนดีถ้าเข้าถูกจังหวะ
  • หุ้นเชิงรับ (Defensive Stock) ธุรกิจที่ยังมีความต้องการต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจชะลอ เช่น ของใช้จำเป็น โรงพยาบาล สาธารณูปโภค ช่วยพยุงพอร์ตได้ดี
  • หุ้นเก็งกำไร (Speculative Stock) ราคาขึ้นลงแรงจากข่าวหรือกระแสในระยะสั้น ให้โอกาสกำไรสูง แต่ความเสี่ยงก็สูงมากเช่นกัน

การทำความเข้าใจหุ้นเหล่านี้ จะทำให้คุณไม่หลงทางเวลาตลาดหุ้นเกิดความผันผวน เพราะคุณรู้ว่าตัวเองถืออะไร และถือไปเพื่ออะไร การลงทุนไม่ใช่เรื่องของโชค แต่คือการเข้าใจในสิ่งที่คุณกำลังทำ เมื่อคุณรู้จัก หุ้น 7 ประเภท และสามารถเลือกให้เหมาะกับจริตของตัวเองได้ คุณก็พร้อมจะสร้างพอร์ตที่เติบโตอย่างมั่นคง อย่าลืมติดตามข่าวสาร ศึกษาข้อมูล และปรับพอร์ตเป็นระยะ เพราะโลกการลงทุนไม่มีอะไรหยุดนิ่ง

และสำหรับใครที่สนใจเรื่องการเทรดและอยากจะเริ่มลงทุน เทรด Forex สามารถเปิดบัญชีผ่าน Goc prime ทางหน้าเว็บไซต์ได้เลย เพราะเรามีบริการด้านการเทรดที่ครบวงจร ด้วยจุดเด่นอย่างไม่มีค่า Swap ระบบ เลเวอเรจ ที่ปรับได้ตามสไตล์การเทรดของแต่ละท่าน ค่าธรรมเนียมที่เป็นมิตรต่อทุกฝ่าย และการดูแลด้วยทีมงานคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ ให้คุณโฟกัสกับการวางกลยุทธ์ได้อย่างเต็มที่ในทุกจังหวะของตลาด

บทความอื่นๆ

Pips คือ

Pips คืออะไร? คำเล็ก ๆ ที่คนเทรดต้องรู้ ถ้าไม่เข้าใจอาจพลาดกำไรแบบไม่รู้ตัว

เวลาคนเริ่มศึกษาเรื่องการเทรด Forex หรือ CFD หนึ่งในคำที่เจอแทบจะทันทีคือคำว่า Pips คืออะไร และทำไมเทรดเดอร์ถึงพูดถึงมันบ่อยมากขนาดนั้น คำนี

อ่านต่อ »
Order Block คือ

Order Block คืออะไร ถ้าไม่เข้าใจ อาจพลาดจุดเข้าดีๆ ไปแบบไม่รู้ตัว

หลายคนที่เริ่มหัดลงทุนอยากรู้ว่า Order Block คืออะไร เพราะเป็นศัพท์ที่ถูกพูดถึงบ่อยมาก โดยเฉพาะในสาย Price Action และ Smart Money Concept หล

อ่านต่อ »
หุ้น 7 ประเภท

มือใหม่ห้ามพลาด รู้จักหุ้น 7 ประเภทก่อนเริ่มลงทุน

ถ้าเพิ่งเริ่มเข้ามาในโลกของการลงทุน หนึ่งในคำถามสำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องเลยคือ หุ้นมีกี่ประเภท ซึ่งจริงๆ แล้วหุ้นมีหลายแบบ แต่ถ้าเอาแบบที่เข้

อ่านต่อ »