รวมข่าวหุ้นประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2569 งบแบงก์สหรัฐสวนทาง

รวมข่าวหุ้นประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2569 งบแบงก์สหรัฐสวนทาง

By 3055 | GOC Prime Research Team14 OCT, 20267 views

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2026 โดยธนาคารรายใหญ่หลายแห่งเปิดเผยตัวเลขพร้อมกันเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา

ผลประกอบการรอบนี้มีประเด็นน่าสนใจ เพราะแม้ธนาคารส่วนใหญ่ยังสร้างรายได้และกำไรได้ในระดับสูง แต่ผลลัพธ์กลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน

Goldman Sachs รายงานกำไรและรายได้สูงกว่าที่ตลาดคาด โดยได้แรงสนับสนุนจากธุรกิจซื้อขายหุ้น ขณะที่ JPMorgan Chase แม้กำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่กำไรต่อหุ้นต่ำกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์

ความแตกต่างดังกล่าวทำให้นักลงทุนต้องกลับมาพิจารณาว่า ธุรกิจธนาคารประเภทใดสามารถสร้างกำไรได้ดีในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยยังสูงและตลาดการเงินมีความผันผวน

ข่าวนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงผลประกอบการของธนาคารรายตัว แต่ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมการลงทุน ความต้องการสินเชื่อ ต้นทุนเงินทุน และความเสี่ยงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ข้อมูลตัด ณ วันที่ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 07:55 น. ตามเวลาไทย โดยใช้ผลประกอบการที่ประกาศวันที่ 13 ตุลาคม 2026 และราคาปิดตลาดสหรัฐฯ ในวันเดียวกัน

เกิดอะไรขึ้นกับผลประกอบการธนาคารสหรัฐฯ

Goldman Sachs ทำกำไรต่อหุ้น 17.01 ดอลลาร์

Goldman Sachs Group หรือ GS ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2026 โดยมีรายได้สุทธิรวม 18.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำไรสุทธิ 5.29 พันล้านดอลลาร์

กำไรต่อหุ้นแบบ Diluted EPS อยู่ที่ 17.01 ดอลลาร์ ขณะที่ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ยเมื่อคำนวณเป็นอัตรารายปี หรือ Annualized ROE อยู่ที่ 18.7%

บริษัทระบุว่ารายได้รวมเติบโตประมาณ 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 29%

หนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนผลประกอบการคือธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์

รายได้จากธุรกิจ Equities อยู่ที่ประมาณ 6.44 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 72% จากปีก่อน

ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจหรือ Investment Banking Fees อยู่ที่ประมาณ 3.22 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่ากิจกรรมซื้อขายหุ้นและการทำธุรกรรมทางการเงินยังสร้างรายได้จำนวนมากให้ Goldman Sachs แม้สภาพเศรษฐกิจและตลาดทุนมีความไม่แน่นอน

ข้อเท็จจริง: Goldman Sachs มีรายได้จากการซื้อขายหุ้นเติบโตแรงและรายงาน EPS สูงกว่าประมาณการที่สำนักข่าวการเงินรวบรวมไว้

การวิเคราะห์: ความแข็งแกร่งของธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์อาจช่วยชดเชยความผันผวนของรายได้บางประเภท แต่ยังไม่สามารถสรุปว่ารายได้จากการซื้อขายจะเติบโตในอัตราเดียวกันทุกไตรมาส

JPMorgan Chase กำไรเพิ่ม แต่ EPS ต่ำกว่าที่ตลาดคาด

JPMorgan Chase หรือ JPM รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2026 ประมาณ 15.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน

กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 5.57 ดอลลาร์

ด้านรายได้รวมตามวิธี Managed Basis อยู่ที่ประมาณ 50.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8% โดยต้องแยกตัวเลข Managed Revenue ออกจากรายได้ตามเกณฑ์บัญชีที่รายงาน ซึ่งมีวิธีจัดประเภทบางรายการแตกต่างกัน

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือ Net Interest Income อยู่ที่ประมาณ 27.1 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการต่ำกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์บางส่วน โดยเฉพาะกำไรต่อหุ้นและรายได้จากธุรกิจตลาดทุนบางประเภท

JPMorgan ยังตั้งสำรองสำหรับผลขาดทุนด้านเครดิตประมาณ 2.7 พันล้านดอลลาร์

รายการดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะธนาคารไม่สามารถพิจารณาความสามารถในการทำกำไรจากรายได้ดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่ลูกหนี้อาจไม่สามารถชำระเงินคืนได้ด้วย

ข้อเท็จจริง: JPMorgan มีกำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่ไม่สามารถทำ EPS ได้ถึงระดับที่นักวิเคราะห์บางส่วนคาดไว้

การวิเคราะห์: ธนาคารยังสร้างกำไรได้จำนวนมาก แต่ผลประกอบการชี้ว่าการเติบโตของรายได้ไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้กำไรสูงกว่าความคาดหวังของตลาด หากต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นพร้อมกัน

Citigroup รายงานกำไรแข็งแกร่งเช่นกัน

Citigroup หรือ C เป็นอีกธนาคารที่รายงานผลประกอบการในวันที่ 13 ตุลาคม

บริษัทมีรายได้ประมาณ 23.8 พันล้านดอลลาร์ กำไรสุทธิประมาณ 5.2 พันล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นประมาณ 2.85 ดอลลาร์

ผลประกอบการดังกล่าวช่วยยืนยันว่าธนาคารรายใหญ่หลายแห่งยังได้รับประโยชน์จากกิจกรรมทางการเงินที่แข็งแรง แม้ว่าผลลัพธ์จะแตกต่างกันตามโครงสร้างธุรกิจและต้นทุนของแต่ละบริษัท

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบกำไรกับปีก่อนควรคำนึงถึงรายการพิเศษและการปรับโครงสร้างที่อาจทำให้ฐานเปรียบเทียบแตกต่างกันด้วย

ทำไมข่าวนี้จึงได้รับความสนใจ

เป็นข้อมูลใหม่ที่ช่วยประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ธนาคารมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะเป็นแหล่งเงินทุนของครัวเรือนและภาคธุรกิจ

เมื่อธนาคารขนาดใหญ่ประกาศงบ นักลงทุนสามารถประเมินได้ทั้งความต้องการสินเชื่อ ความสามารถในการชำระหนี้ และกิจกรรมในตลาดทุน

รายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอาจสะท้อนว่าธนาคารยังได้รับประโยชน์จากโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยและพอร์ตสินเชื่อ

แต่ในอีกด้าน อัตราดอกเบี้ยที่สูงสามารถเพิ่มภาระให้ลูกหนี้และทำให้ต้นทุนเงินฝากของธนาคารเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

ดังนั้นผลกระทบของดอกเบี้ยต่อธนาคารจึงไม่ได้เป็นบวกหรือเป็นลบในทิศทางเดียวกันเสมอไป

ตลาดตอบสนองแตกต่างกันตามคุณภาพกำไร

การเปิดเผยงบครั้งนี้มีทั้งบริษัทที่ทำกำไรสูงกว่าคาดและบริษัทที่พลาดประมาณการ

ราคาหุ้น Goldman Sachs ระหว่างวันวันที่ 13 ตุลาคมขึ้นไปแตะประมาณ 930.73 ดอลลาร์ ก่อนปิดที่ 891.98 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 0.22%

ปริมาณซื้อขายประมาณ 4.93 ล้านหุ้น เทียบกับราว 2.12 ล้านหุ้นในวันก่อนหน้า หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2.3 เท่า

ส่วน JPMorgan ปิดที่ 331.43 ดอลลาร์ ลดลง 0.86% โดยมีปริมาณซื้อขายประมาณ 13.74 ล้านหุ้น เทียบกับ 5.55 ล้านหุ้นในวันก่อนหน้า หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5 เท่า

ตัวเลขดังกล่าวเป็นหลักฐานว่าตลาดมีการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในวันที่ประกาศผลประกอบการ

แต่ไม่ควรตีความว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาเกิดจากงบการเงินเพียงปัจจัยเดียว เพราะยังมีสภาวะตลาดและปัจจัยมหภาคร่วมด้วย

รายได้จากการซื้อขายหุ้นส่งผลต่อกำไรธนาคารอย่างไร

ธนาคารที่มีธุรกิจ Investment Banking และ Trading ขนาดใหญ่มักสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมและการให้บริการลูกค้าสถาบัน

ในช่วงที่ลูกค้าซื้อขายหลักทรัพย์จำนวนมาก ธนาคารอาจได้รับรายได้เพิ่มจากการให้บริการซื้อขาย การจัดหาเงินทุน และธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง

กลไกที่เป็นไปได้คือ

กิจกรรมซื้อขายของลูกค้าเพิ่ม → รายได้ Trading และ Financing เพิ่ม → Operating Profit มีโอกาสเพิ่ม

สำหรับ Goldman Sachs รายได้จากธุรกิจ Equities ที่เพิ่มขึ้น 72% จึงมีน้ำหนักต่อผลประกอบการมาก

อย่างไรก็ตาม รายได้ประเภทนี้อาจผันผวนสูงตามพฤติกรรมลูกค้าและภาวะตลาด

หากความต้องการซื้อขายลดลงในไตรมาสถัดไป รายได้อาจกลับมาชะลอตัวได้ แม้ธนาคารจะไม่ได้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

ดังนั้นไม่ควรนำอัตราการเติบโตของ Trading Revenue ในไตรมาสเดียวไปใช้เป็นอัตราการเติบโตระยะยาวโดยอัตโนมัติ

ดอกเบี้ยสูงเป็นผลดีหรือผลเสียต่อหุ้นธนาคาร

โอกาสจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเกิดจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยที่ธนาคารได้รับจากสินทรัพย์ เช่น สินเชื่อ กับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้ผู้ฝากเงินหรือเจ้าหนี้

หากอัตราผลตอบแทนจากสินเชื่อเพิ่มเร็วกว่าต้นทุนเงินฝาก ธนาคารอาจได้รับประโยชน์

ดอกเบี้ยรับเพิ่มเร็วกว่าดอกเบี้ยจ่าย → Net Interest Income เพิ่ม → กำไรมีโอกาสเพิ่ม

แต่หากลูกค้าต้องการดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น หรือเงินทุนไหลไปยังผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า ต้นทุนเงินทุนอาจเพิ่มตาม

นั่นหมายความว่าการคงอัตราดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานานไม่ได้รับประกันว่า Margin ของธนาคารจะดีขึ้นต่อเนื่อง

ความเสี่ยงจากคุณภาพสินเชื่อ

เมื่อภาระดอกเบี้ยของผู้กู้เพิ่มขึ้น ความสามารถในการชำระหนี้อาจลดลง

ธนาคารจึงต้องติดตามหนี้ค้างชำระและตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตให้เหมาะสม

ลูกหนี้เริ่มผิดนัดเพิ่ม → Credit Loss Provision เพิ่ม → กำไรสุทธิลดลง

แม้ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แต่หากต้นทุนด้านเครดิตเพิ่มเร็วกว่า กำไรอาจถูกกดดันได้

นี่เป็นเหตุผลที่นักลงทุนควรอ่านตัวเลข Provision ควบคู่กับ Revenue และ EPS ทุกครั้ง

ข่าวนี้เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นไทยอย่างไร

ผลกระทบผ่าน Sentiment มากกว่ากำไรโดยตรง

ผลประกอบการของธนาคารสหรัฐฯ สามารถส่งผลต่อมุมมองของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ และภาคการเงิน

หากงบธนาคารสะท้อนว่าธุรกิจและผู้บริโภคยังมีความสามารถในการใช้จ่าย อาจช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์เสี่ยง

แต่หากธนาคารเริ่มรายงานต้นทุนสินเชื่อสูงขึ้น ตลาดอาจกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ธนาคารไทยมีโครงสร้างสินเชื่อ การกำกับดูแล และฐานลูกค้าแตกต่างจากสหรัฐฯ

จึงไม่สามารถนำรายได้หรือกำไรของ Goldman Sachs และ JPMorgan ไปคาดการณ์ผลประกอบการธนาคารไทยแบบตรงตัวได้

ภาพตลาดล่าสุดก่อนเปิดตลาดไทย

ตลาดหุ้นไทยซื้อขายล่าสุดวันที่ 12 ตุลาคม 2569 โดย SET Index ปิดที่ 1,571.74 จุด ลดลง 5.91 จุด หรือ 0.37% ด้วยมูลค่าซื้อขายประมาณ 55,934 ล้านบาท

ตลาดหลักทรัพย์ปิดทำการวันที่ 13 ตุลาคม เนื่องในวันหยุดตามปฏิทินของตลาด

ดังนั้นราคาปิด SET วันที่ 12 ตุลาคมยังไม่ใช่ปฏิกิริยาของตลาดไทยต่อผลประกอบการธนาคารสหรัฐฯ ที่ประกาศวันที่ 13 ตุลาคม

สำหรับตลาดสหรัฐฯ วันที่ 13 ตุลาคม ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,805.45 จุด ลดลงเล็กน้อย ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 27,204.38 จุด ลดลงประมาณ 0.15%

ตลาดโดยรวมจึงเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด แม้หุ้นรายตัวที่ประกาศผลประกอบการจะมีการซื้อขายเพิ่มขึ้น

โอกาสจากฤดูกาลประกาศงบธนาคารสหรัฐฯ

ธนาคารที่มีธุรกิจหลากหลายอาจรับมือความผันผวนได้ดี

ธนาคารที่มีรายได้ทั้งจากสินเชื่อ ตลาดทุน วาณิชธนกิจ และการบริหารสินทรัพย์ มีโอกาสใช้รายได้จากธุรกิจหนึ่งชดเชยการชะลอตัวของอีกธุรกิจหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การกระจายธุรกิจไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไปทั้งหมด เพราะกิจกรรมทางการเงินหลายประเภทอาจชะลอตัวพร้อมกันได้ในช่วงเศรษฐกิจอ่อนแอ

การฟื้นตัวของ Investment Banking อาจเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม

หากบริษัทต่าง ๆ กลับมาระดมทุนและทำธุรกรรมควบรวมกิจการมากขึ้น ธนาคารที่มีธุรกิจ Investment Banking ขนาดใหญ่อาจได้รับประโยชน์

แต่รายได้จะขึ้นอยู่กับจำนวนธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่จำนวนข่าวหรือมูลค่าดีลที่ยังอยู่ระหว่างเจรจา

ความเสี่ยงที่อาจทำให้มุมมองเชิงบวกผิดพลาด

1. Trading Revenue อาจไม่เติบโตต่อเนื่อง

รายได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์มีความผันผวนสูง

หากกิจกรรมลูกค้ากลับสู่ระดับปกติ รายได้ของธุรกิจดังกล่าวอาจลดลงจากไตรมาสที่แข็งแรงเป็นพิเศษ

2. ต้นทุนดำเนินงานเพิ่มเร็วกว่ารายได้

ธนาคารอาจต้องจ่ายค่าตอบแทนพนักงานและลงทุนระบบเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น

หากค่าใช้จ่ายเพิ่มเร็วกว่ารายได้ Operating Margin อาจลดลงได้

3. Credit Cost เพิ่มขึ้น

หากลูกหนี้ผิดนัดมากกว่าคาด การตั้งสำรองเพิ่มเติมอาจลดกำไรสุทธิ แม้รายได้ยังเติบโต

4. ความคาดหวังของตลาดสูง

ธนาคารที่ทำกำไรได้ดีอาจไม่ได้เห็นราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเสมอไป หากราคาหุ้นสะท้อนการเติบโตล่วงหน้าแล้ว

กรณี Goldman Sachs ที่ระหว่างวันปรับขึ้นแต่ปิดลดลงเล็กน้อย เป็นตัวอย่างว่าต้องแยกผลประกอบการที่ดีออกจากผลตอบแทนของราคาหุ้น

นักลงทุนควรติดตามอะไรต่อ

ผลประกอบการธนาคารรายอื่น

การประกาศงบของ Bank of America และ Morgan Stanley จะช่วยให้เห็นว่าการเติบโตของรายได้ Trading และ Investment Banking เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นกว้างขวางหรือกระจุกอยู่กับธนาคารบางราย

คุณภาพสินเชื่อ

ควรติดตาม Net Charge-offs, Non-performing Loans และ Credit Loss Provision ว่ามีทิศทางเปลี่ยนแปลงอย่างไร

ต้นทุนเงินทุนและรายได้ดอกเบี้ย

ตัวเลข Net Interest Income และต้นทุนเงินฝากจะช่วยประเมินว่าธนาคารยังสามารถรักษากำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยได้หรือไม่

กระแสเงินสดและเงินทุน

แม้ธนาคารไม่ได้ประเมิน Free Cash Flow แบบเดียวกับธุรกิจอุตสาหกรรมทั่วไป นักลงทุนยังควรดูเงินทุนตามเกณฑ์กำกับดูแล CET1 การเติบโตของสินทรัพย์ และนโยบายจ่ายเงินปันผลหรือซื้อหุ้นคืน

สรุปรวมข่าวหุ้นประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2569

ผลประกอบการธนาคารสหรัฐฯ ไตรมาส 3 ปี 2026 สะท้อนว่าธนาคารรายใหญ่ยังสามารถสร้างกำไรได้สูง แต่การเติบโตแตกต่างกันตามโครงสร้างธุรกิจ

Goldman Sachs ทำรายได้ 18.68 พันล้านดอลลาร์ และ EPS 17.01 ดอลลาร์ โดยได้แรงสนับสนุนจากธุรกิจซื้อขายหุ้น

JPMorgan มีกำไรสุทธิ 15.3 พันล้านดอลลาร์ และ EPS 5.57 ดอลลาร์ แม้กำไรเพิ่มจากปีก่อน แต่ยังต่ำกว่าประมาณการบางส่วน

ข้อเท็จจริง: กำไรและรายได้ของธนาคารหลายแห่งยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ผลประกอบการเมื่อเทียบกับความคาดหวังของตลาดแตกต่างกัน

การวิเคราะห์: โอกาสสำคัญอยู่ที่กิจกรรมตลาดทุนและรายได้ดอกเบี้ย ส่วนความเสี่ยงอยู่ที่ต้นทุนดำเนินงาน การตั้งสำรองสินเชื่อ และความยั่งยืนของรายได้ Trading

นักลงทุนควรติดตามว่าธนาคารสามารถเปลี่ยนการเติบโตของรายได้ให้เป็นกำไรที่สม่ำเสมอและรักษาฐานเงินทุนได้มากเพียงใด

บทความนี้เป็น Stock Watchlist เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำส่วนบุคคลในการซื้อ ขาย หรือถือหลักทรัพย์

แหล่งอ้างอิง

1. Goldman Sachs Investor Relations — 13 ตุลาคม 2026: ประกาศผลประกอบการ Q3/2026 รายได้ กำไร EPS และ ROE จากบริษัทโดยตรง Goldman Sachs Reports Third Quarter 2026 Results

2. JPMorgan Chase — 13 ตุลาคม 2026: ข้อมูลผลประกอบการ Q3/2026 จากเอกสารบริษัทและการเปิดเผยต่อ SEC

3. Citigroup Investor Relations — 13 ตุลาคม 2026: ผลประกอบการ Q3/2026 และข้อมูลรายได้ กำไร และเงินทุนของธนาคาร

4. Reuters — 13 ตุลาคม 2026: รายงานผลประกอบการธนาคารสหรัฐฯ พร้อมบริบทด้านกิจกรรม Trading, Investment Banking และความคาดหวังของตลาด

5. Associated Press — 13 ตุลาคม 2026: สรุปผลการซื้อขายดัชนีหุ้นสหรัฐฯ และภาวะตลาดระหว่างการประกาศงบ How Major US Stock Indexes Fared Tuesday

6. ข้อมูลราคาหุ้นย้อนหลัง — 13 ตุลาคม 2026: ตรวจสอบราคาปิดและปริมาณซื้อขาย GS และ JPM

หากสนใจอ่านเรื่องก่อนหน้า คลิ๊ก>>>>> https://gocprime.net/th/blog-new/stock-news/daily-stock-12-oct-2026

Tags:cgsjpmงบ q3 2026รวมข่าวหุ้นหุ้นธนาคารสหรัฐหุ้นสหรัฐ