Bond คืออะไร ตราสารหนี้มีผลอย่างไรกับตลาดหุ้นรู้ทันเพื่อวางกลยุทธ์ก่อนใคร

Bond คืออะไร? ตราสารหนี้มีผลอย่างไรกับตลาดหุ้น รู้ทันเพื่อวางกลยุทธ์ก่อนใคร

หลายคนเริ่มลงทุนจากการติดตามราคาหุ้น กำไรบริษัท และข่าวเศรษฐกิจ แต่กลับมองข้ามตลาดตราสารหนี้ ทั้งที่ตลาดนี้มีขนาดใหญ่และสามารถส่งสัญญาณสำคัญเกี่ยวกับดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และแนวโน้มเศรษฐกิจได้ การเข้าใจว่า “bond คืออะไร” จึงไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะกับคนที่ต้องการซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้ แต่ยังช่วยให้นักลงทุนหุ้นอ่านทิศทางตลาดได้รอบด้านกว่าเดิม

บางช่วงบริษัทจดทะเบียนประกาศกำไรเติบโต แต่ราคาหุ้นกลับลดลง บางช่วงธนาคารกลางยังไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ย แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเริ่มถูกขายออก เหตุการณ์เหล่านี้อาจอธิบายได้จากการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond Yield ซึ่งสะท้อนความคาดหวังของตลาดก่อนเหตุการณ์จริงจะเกิดขึ้น

ตราสารหนี้คืออะไร และมีโครงสร้างอย่างไร

ตราสารหนี้คืออะไรและมีโครงสร้างอย่างไร

สำนักงาน ก.ล.ต. อธิบายว่าตราสารหนี้เป็นตราสารทางการเงินที่เปลี่ยนมือได้ โดยผู้ออกตราสารทำหน้าที่เป็นลูกหนี้ ส่วนผู้ซื้อตราสารทำหน้าที่เป็นเจ้าหนี้ ผู้ลงทุนจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยและเงินต้นคืนตามข้อกำหนดของตราสาร

พูดให้ง่ายที่สุด bond คือ สัญญากู้ยืมเงินรูปแบบหนึ่ง สมมติว่าบริษัทต้องการเงิน 1,000 ล้านบาทเพื่อสร้างโรงงาน บริษัทอาจออกหุ้นกู้ขายให้นักลงทุนแทนการกู้จากธนาคาร เมื่อผู้ลงทุนซื้อหุ้นกู้ ก็เท่ากับให้บริษัทกู้เงิน โดยบริษัทสัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ยตามรอบและคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนด

องค์ประกอบหลักของตราสารหนี้ประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้

1. มูลค่าที่ตราไว้

มูลค่าที่ตราไว้ หรือ Face Value คือจำนวนเงินต้นที่ผู้ออกสัญญาว่าจะคืนให้ผู้ลงทุนเมื่อครบกำหนด เช่น หุ้นกู้มีมูลค่าที่ตราไว้หน่วยละ 1,000 บาท ผู้ลงทุนที่ถือ 100 หน่วยจะมีเงินต้นตามหน้าตั๋วรวม 100,000 บาท

2. อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว

อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว หรือ Coupon Rate คืออัตราที่ใช้คำนวณดอกเบี้ยซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับ ตราสารบางรุ่นจ่ายดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุ ขณะที่บางรุ่นใช้อัตราลอยตัวซึ่งปรับเป็นระยะตามอัตราอ้างอิง

3. วันครบกำหนดไถ่ถอน

วันครบกำหนดไถ่ถอน หรือ Maturity Date คือวันที่ผู้ออกต้องคืนเงินต้น ตราสารหนี้อาจมีอายุตั้งแต่ไม่กี่เดือนจนถึงหลายสิบปี ยิ่งอายุคงเหลือนาน ราคามักตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น

4. ราคาตลาด

แม้ตราสารจะมีมูลค่าที่ตราไว้ 1,000 บาท แต่ราคาซื้อขายในตลาดรองอาจสูงหรือต่ำกว่า 1,000 บาทได้ ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยตลาด ความน่าเชื่อถือของผู้ออก อายุคงเหลือ และสภาพคล่อง

ดังนั้น เมื่อตั้งคำถามว่า bond คือ การลงทุนที่เงินต้นไม่ผันผวนหรือไม่ คำตอบคือไม่เสมอไป ผู้ที่ถือจนถึงวันครบกำหนดและผู้ออกไม่ผิดนัดอาจได้รับเงินต้นคืนตามเงื่อนไข แต่ผู้ที่ขายก่อนครบกำหนดอาจได้ราคาสูงหรือต่ำกว่าต้นทุน

ประเภทของตราสารหนี้ที่นักลงทุนควรรู้

ประเภทของตราสารหนี้ที่นักลงทุนควรรู้

ตราสารหนี้สามารถแบ่งตามผู้ออกได้หลายประเภท

พันธบัตรรัฐบาล

เป็นตราสารที่รัฐบาลออกเพื่อระดมเงินไปใช้จ่ายหรือบริหารหนี้ของประเทศ โดยทั่วไปมักถูกมองว่ามีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำกว่าหุ้นกู้เอกชนในสกุลเงินเดียวกัน เพราะมีรัฐบาลเป็นผู้ออก

ตราสารรัฐบาลระยะสั้นมักเรียกว่าตั๋วเงินคลัง ส่วนตราสารระยะยาวเรียกว่าพันธบัตรรัฐบาล

พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย

ธนาคารกลางสามารถออกพันธบัตรเพื่อใช้เป็นเครื่องมือดูแลสภาพคล่องในระบบการเงิน อัตราผลตอบแทนของตราสารเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับภาวะตลาดเงินและการดำเนินนโยบายการเงิน

หุ้นกู้เอกชน

หุ้นกู้เป็นตราสารที่บริษัทออกเพื่อระดมทุน ผู้ลงทุนควรพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ กระแสเงินสด อัตราส่วนหนี้สิน เงื่อนไขของหุ้นกู้ และอันดับความน่าเชื่อถือ

หุ้นกู้ที่ให้ดอกเบี้ยสูงอาจดูน่าสนใจ แต่ผลตอบแทนที่สูงขึ้นมักมาพร้อมความเสี่ยงด้านเครดิตหรือสภาพคล่องที่สูงขึ้น ไม่ควรตัดสินใจจากอัตราดอกเบี้ยเพียงตัวเลขเดียว

หุ้นกู้ด้อยสิทธิและหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์

หุ้นกู้ด้อยสิทธิมีลำดับการได้รับชำระหนี้ต่ำกว่าเจ้าหนี้ทั่วไป หากกิจการประสบปัญหา ผู้ถืออาจได้รับเงินคืนหลังเจ้าหนี้ลำดับสูงกว่า ส่วนหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์อาจไม่มีวันครบกำหนดที่ชัดเจน หรือผู้ออกมีสิทธิไถ่ถอนตามเงื่อนไข

ตราสารลักษณะนี้มักให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไป แต่โครงสร้างซับซ้อนและอาจมีเงื่อนไขเลื่อนจ่ายดอกเบี้ย ผู้ลงทุนต้องอ่านหนังสือชี้ชวนและ Factsheet อย่างละเอียด

Bond Yield คืออะไร ต่างจากดอกเบี้ยหน้าตั๋วอย่างไร

Bond Yield คืออะไรต่างจากดอกเบี้ยหน้าตั๋วอย่างไร

เมื่อนักลงทุนรู้ว่า bond คือ เครื่องมือกู้ยืม ขั้นต่อไปคือการแยกให้ออกระหว่าง Coupon Rate กับ Bond Yield เพราะสองคำนี้ไม่ได้หมายถึงตัวเลขเดียวกัน

Coupon Rate เป็นอัตราดอกเบี้ยที่คำนวณจากมูลค่าที่ตราไว้ ส่วน Yield เป็นผลตอบแทนที่สัมพันธ์กับราคาที่ผู้ลงทุนจ่ายจริง

อย่างไรก็ตาม Current Yield ยังไม่รวมกำไรหรือขาดทุนจากส่วนต่างราคาและระยะเวลาจนถึงวันครบกำหนด การเปรียบเทียบตราสารอย่างละเอียดจึงมักใช้ Yield to Maturity หรือ YTM ซึ่งประมาณผลตอบแทนรวมกรณีถือจนจบอายุ ภายใต้สมมติฐานว่าผู้ออกชำระเงินครบถ้วนและนำดอกเบี้ยไปลงทุนต่อได้ตามอัตราที่กำหนด

ทำไมดอกเบี้ยขึ้น ราคาตราสารหนี้เดิมจึงลดลง

สมมติว่าผู้ลงทุนถือพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ย 3% ต่อปี ต่อมาตลาดมีพันธบัตรใหม่ที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกันแต่จ่าย 5% นักลงทุนรายใหม่ย่อมต้องการพันธบัตรที่จ่าย 5% มากกว่า

หากเจ้าของพันธบัตรเดิมต้องการขาย จะต้องลดราคาลงเพื่อให้ผลตอบแทนที่ผู้ซื้อได้รับใกล้เคียงกับระดับตลาด หลักการนี้เป็นเหตุผลที่อัตราดอกเบี้ยและราคาตราสารหนี้เคลื่อนไหวสวนทางกัน

ตราสารที่มีอายุคงเหลือยาวมักได้รับผลกระทบมากกว่า เพราะผู้ลงทุนต้องรับดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าตลาดเป็นเวลานาน เอกสารเปิดเผยความเสี่ยงของ ก.ล.ต. ก็ระบุว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยตลาดสูงขึ้น ราคาหุ้นกู้สามารถลดลง และตราสารที่มีอายุคงเหลือนานกว่ามักได้รับผลกระทบมากกว่า

ตราสารหนี้มีผลอย่างไรกับตลาดหุ้น

คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนหุ้นไม่ใช่แค่ว่า bond คืออะไร แต่ต้องมองต่อว่าการเปลี่ยนแปลงในตลาดตราสารหนี้ส่งผลต่อราคาหุ้นผ่านช่องทางใดบ้าง

1. Bond Yield เป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือหุ้น

เมื่อพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนต่ำ นักลงทุนอาจยอมรับความเสี่ยงของหุ้นเพื่อแสวงหาผลตอบแทนเพิ่ม แต่เมื่อ Yield ปรับขึ้น นักลงทุนมีทางเลือกที่จะรับผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า จึงอาจลดสัดส่วนหุ้นและย้ายเงินไปตราสารหนี้

ตัวอย่างเช่น หากพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทน 1% หุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 4% อาจดูน่าสนใจ แต่หากพันธบัตรให้ผลตอบแทนเพิ่มเป็น 4% หุ้นตัวเดิมต้องมีส่วนชดเชยความเสี่ยงมากพอ นักลงทุนจึงอาจต้องการซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำลง

2. Yield ที่สูงขึ้นกดดันมูลค่าปัจจุบันของหุ้น

มูลค่าหุ้นสามารถประเมินจากกระแสเงินสดในอนาคตที่คิดลดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน สูตรพื้นฐานคือ

มูลค่าปัจจุบัน = กระแสเงินสดในอนาคต ÷ (1 + อัตราคิดลด)^จำนวนปี

เพียงอัตราคิดลดเพิ่มขึ้น มูลค่าปัจจุบันก็ลดลงกว่า 10 บาท หุ้นเติบโตที่กำไรจำนวนมากอยู่ในอนาคตไกลจึงมักอ่อนไหวต่อ Bond Yield มากกว่าหุ้นที่สร้างกระแสเงินสดสูงในปัจจุบัน

3. ดอกเบี้ยสูงทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทเพิ่มขึ้น

บริษัทที่มีหนี้สูงหรือจำเป็นต้องกู้เงินใหม่อาจเผชิญต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง โครงการลงทุนใหม่อาจให้ผลตอบแทนไม่คุ้มต้นทุนเงินทุน และการขยายกิจการอาจชะลอตัว

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงไฟฟ้า สาธารณูปโภค และบริษัทที่ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก มักไวต่อวัฏจักรดอกเบี้ยมากกว่าธุรกิจที่มีเงินสดสุทธิและใช้หนี้ต่ำ

4. Yield สะท้อนมุมมองต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจ

Bond Yield ระยะยาวอาจปรับขึ้นเมื่อผู้ลงทุนคาดว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้น เศรษฐกิจจะแข็งแรง หรือรัฐบาลจะออกพันธบัตรเพิ่ม ในทางตรงข้าม Yield อาจลดลงเมื่อผู้ลงทุนกังวลเศรษฐกิจชะลอตัวและเข้าซื้อสินทรัพย์ที่มองว่าปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม Yield ที่ลดลงไม่ได้แปลว่าหุ้นต้องขึ้นเสมอ หาก Yield ลดเพราะตลาดกลัวเศรษฐกิจถดถอย ราคาหุ้นอาจลดลงพร้อมกันได้ นักลงทุนต้องวิเคราะห์สาเหตุ ไม่ใช่มองทิศทางเพียงอย่างเดียว

5. เส้นอัตราผลตอบแทนช่วยอ่านวัฏจักรเศรษฐกิจ

Yield Curve คือเส้นที่เปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรที่มีอายุแตกต่างกัน ภาวะปกติมักเห็นตราสารระยะยาวให้ Yield สูงกว่าระยะสั้น เพราะผู้ลงทุนรับความไม่แน่นอนนานกว่า

หาก Yield ระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว จะเรียกว่า Inverted Yield Curve ซึ่งอาจสะท้อนว่าตลาดคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอและอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะลดลง แต่สัญญาณนี้ไม่ใช่เครื่องมือจับจังหวะตลาดแบบแม่นยำทันที ภาวะกลับหัวสามารถเกิดขึ้นก่อนเศรษฐกิจชะลอตัวเป็นระยะเวลานาน และราคาหุ้นอาจยังปรับขึ้นได้ในบางช่วง

หุ้นกลุ่มไหนได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์เมื่อ Yield เปลี่ยน

ผลกระทบไม่ได้เกิดกับทุกบริษัทเท่ากัน

เมื่อ Bond Yield ปรับขึ้น

หุ้นเติบโตที่มีราคาสูงอาจถูกกดดันจากอัตราคิดลดที่เพิ่มขึ้น บริษัทที่มีหนี้สูงอาจมีภาระดอกเบี้ยมากขึ้น และหุ้นปันผลอาจดูน่าสนใจน้อยลงเมื่อเทียบกับพันธบัตร

ในอีกด้านหนึ่ง สถาบันการเงินบางประเภทอาจได้ประโยชน์หากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยรับกับดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น แต่ผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับโครงสร้างสินทรัพย์ คุณภาพสินเชื่อ การแข่งขันด้านเงินฝาก และรูปร่างของ Yield Curve

เมื่อ Bond Yield ปรับลง

หุ้นเติบโตอาจได้แรงหนุนจากอัตราคิดลดที่ลดลง บริษัทที่ต้องใช้เงินกู้มากอาจมีโอกาสรีไฟแนนซ์ด้วยต้นทุนต่ำลง และหุ้นปันผลอาจดูน่าสนใจขึ้นเมื่อเทียบกับตราสารหนี้

แต่หาก Yield ลดจากความกังวลเศรษฐกิจ กลุ่มธนาคาร สินค้าโภคภัณฑ์ และธุรกิจวัฏจักรอาจถูกกดดันจากความคาดหวังว่ารายได้และความต้องการสินเชื่อจะชะลอตัว

วิธีใช้ข้อมูลตราสารหนี้วางกลยุทธ์ลงทุนหุ้น

เมื่อเข้าใจว่า bond คือ หนึ่งในตัวแปรที่ส่งสัญญาณต่อสินทรัพย์เสี่ยง นักลงทุนสามารถนำข้อมูลมาประกอบกลยุทธ์ได้หลายวิธี

ติดตาม Yield หลายช่วงอายุ

อย่าติดตามเฉพาะพันธบัตรระยะ 10 ปี ควรดูทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพราะแต่ละช่วงสะท้อนปัจจัยต่างกัน Yield ระยะสั้นมักสัมพันธ์กับทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ส่วน Yield ระยะยาวได้รับอิทธิพลจากเงินเฟ้อ การเติบโต และความต้องการถือพันธบัตรในระยะยาว

ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยแพร่ข้อมูลอัตราผลตอบแทนตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยแยกตามอายุ ขณะที่ ThaiBMA(The Thai Bond Market Association) มีข้อมูลราคาและอัตราผลตอบแทนสำหรับติดตามภาวะตลาด

เปรียบเทียบ Earnings Yield กับ Bond Yield

Earnings Yield คำนวณได้จาก

Earnings Yield = กำไรต่อหุ้น ÷ ราคาหุ้น × 100

หรือใช้ส่วนกลับของ P/E

Earnings Yield = 1 ÷ P/E × 100

วิธีนี้เป็นเพียงการเปรียบเทียบเบื้องต้น เพราะกำไรของบริษัทไม่แน่นอน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังมีความเสี่ยงด้านราคา เงินเฟ้อ และเครดิตตามประเภทของผู้ออก

ตรวจสอบหนี้และกำหนดชำระของบริษัท

ควรดูว่าบริษัทมีหนี้อัตราคงที่หรืออัตราลอยตัว มีหนี้ครบกำหนดในช่วงใด และมีความสามารถรีไฟแนนซ์มากน้อยแค่ไหน บริษัทที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอและหนี้ระยะยาวอัตราคงที่อาจรับมือดอกเบี้ยขาขึ้นได้ดีกว่าบริษัทที่ต้องกู้ใหม่จำนวนมากทุกปี

ใช้การจัดสรรสินทรัพย์แทนการทายตลาด

ตราสารหนี้สามารถช่วยลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ตได้ แต่ระดับการจัดสรรควรสอดคล้องกับเป้าหมาย ระยะเวลาลงทุน และความสามารถรับความเสี่ยง หน่วยงาน Investor.gov ระบุว่าการถือสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น ตราสารหนี้ เป็นหนึ่งในแนวทางช่วยกระจายความเสี่ยงจากการถือหุ้น

นักลงทุนไม่จำเป็นต้องขายหุ้นทั้งหมดเมื่อ Yield ขึ้น หรือซื้อหุ้นทั้งหมดเมื่อ Yield ลง กลยุทธ์ที่เหมาะสมกว่าอาจเป็นการปรับน้ำหนักทีละส่วน เพิ่มคุณภาพของหุ้น และลดบริษัทที่มีมูลค่าแพงเกินพื้นฐานหรือมีงบดุลเปราะบาง

ผลตอบแทนตราสารหนี้แบบไหนถือว่าดี

ไม่มีตัวเลขตายตัวว่าผลตอบแทนระดับใดถือว่าดี เพราะต้องเปรียบเทียบกับความเสี่ยงหลายด้าน ได้แก่

  • อัตราเงินเฟ้อที่คาดการณ์
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุใกล้เคียงกัน
  • อันดับเครดิตของผู้ออก
  • อายุคงเหลือของตราสาร
  • สภาพคล่องในตลาดรอง
  • เงื่อนไขการไถ่ถอนก่อนกำหนด
  • ลำดับสิทธิในการรับชำระหนี้
  • ภาษีและค่าธรรมเนียม

ความเสี่ยงและข้อจำกัดที่ต้องระวัง

แม้หลายคนมองว่าตราสารหนี้ปลอดภัยกว่าหุ้น แต่ bond คือสินทรัพย์ที่ยังมีความเสี่ยง และคำว่ารายได้คงที่ไม่ได้แปลว่าราคาไม่เปลี่ยนแปลง

ความเสี่ยงด้านเครดิต

ผู้ออกอาจไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นได้ นักลงทุนควรตรวจสอบอันดับเครดิต กระแสเงินสด ความสามารถชำระดอกเบี้ย และเงื่อนไขทางการเงินของผู้ออก

ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย

หากอัตราดอกเบี้ยตลาดเพิ่มขึ้น ราคาตราสารเดิมมักลดลง โดยตราสารอายุยาวมักผันผวนมากกว่า

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง

ตราสารบางรุ่นมีผู้ซื้อขายน้อย ผู้ลงทุนอาจขายไม่ได้ทันทีหรือจำเป็นต้องลดราคา ก.ล.ต. ระบุว่าตราสารหนี้บางตัวอาจมีสภาพคล่องต่ำ ทำให้เปลี่ยนมือได้ยากและอาจขายไม่ได้ในราคาที่ต้องการ

ความเสี่ยงจากการถูกไถ่ถอนก่อนกำหนด

หุ้นกู้บางรุ่นให้สิทธิผู้ออกไถ่ถอนก่อนครบอายุ หากดอกเบี้ยตลาดลดลง ผู้ออกอาจไถ่ถอนตราสารเดิมและออกตราสารใหม่ที่มีต้นทุนต่ำกว่า ผู้ลงทุนจึงได้รับเงินต้นคืนเร็วกว่าที่คาดและอาจต้องนำเงินไปลงทุนต่อด้วยผลตอบแทนที่ต่ำลง

ข้อจำกัดของการใช้ Bond Yield ทำนายหุ้น

Bond Yield ไม่ใช่สัญญาณซื้อขายที่ใช้แยกจากปัจจัยอื่นได้ Yield สามารถเปลี่ยนจากเงินเฟ้อ นโยบายการเงิน การออกพันธบัตร ค่าเงิน กระแสเงินทุน หรือความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย

การเห็น Yield ขึ้นแล้วสรุปว่าหุ้นต้องลง หรือเห็น Yield ลงแล้วสรุปว่าหุ้นต้องขึ้น อาจทำให้ตัดสินใจผิด นักลงทุนควรพิจารณาร่วมกับกำไรบริษัท ภาวะเศรษฐกิจ มูลค่าหุ้น และความเสี่ยงเฉพาะอุตสาหกรรม

สรุป: อ่านตลาดตราสารหนี้ให้เป็น เพื่อมองตลาดหุ้นได้ลึกขึ้น

การทำความเข้าใจว่า bond คืออะไรช่วยให้นักลงทุนมองเห็นกลไกของต้นทุนเงินทุนและการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ได้ชัดเจนขึ้น ตลาดตราสารหนี้ไม่ใช่โลกที่แยกจากตลาดหุ้น แต่เชื่อมต่อกันผ่านอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ กระแสเงินทุน และความคาดหวังต่อเศรษฐกิจ

สิ่งสำคัญไม่ใช่การพยายามทำนายทุกการเคลื่อนไหวของ Yield แต่คือการรู้ว่า Yield เปลี่ยนเพราะอะไร บริษัทใดอ่อนไหวต่อต้นทุนดอกเบี้ย และราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อนความคาดหวังไปมากเพียงใด เมื่อรวมข้อมูลเหล่านี้กับการวิเคราะห์งบการเงิน นักลงทุนจะสามารถวางแผนรับมือสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น

สำหรับใครที่สนใจเรื่องการลงทุนและอยากจะเริ่มลงทุน เทรด Forex สามารถเปิดบัญชีผ่าน GOC Prime ทางหน้าเว็บไซต์ได้เลย เพราะเรามีบริการด้านการเทรดที่ครบวงจร ด้วยจุดเด่นอย่างไม่มีค่า Swap เลเวอเรจ ที่ปรับได้ตามสไตล์การเทรดของแต่ละท่าน ค่าธรรมเนียมที่เป็นมิตรต่อทุกฝ่าย และการดูแลด้วยทีมงานคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ ให้คุณโฟกัสกับการวางกลยุทธ์ได้อย่างเต็มที่ในทุกจังหวะของตลาด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตราสารหนี้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตราสารหนี้

1. Bond คืออะไร ต่างจากหุ้นอย่างไร

ตราสารหนี้ทำให้ผู้ลงทุนมีสถานะเป็นเจ้าหนี้และมีสิทธิรับดอกเบี้ยกับเงินต้นตามเงื่อนไข ส่วนหุ้นทำให้ผู้ลงทุนมีสถานะเป็นเจ้าของกิจการ ผลตอบแทนของหุ้นขึ้นอยู่กับกำไร เงินปันผล และราคาตลาด

2. ตราสารหนี้ขาดทุนได้หรือไม่

ขาดทุนได้ หากขายก่อนครบกำหนดในราคาต่ำกว่าต้นทุน ผู้ออกผิดนัดชำระหนี้ หรือผลตอบแทนที่ได้รับไม่สามารถชดเชยเงินเฟ้อและค่าใช้จ่ายได้

3. Bond Yield ขึ้นส่งผลให้หุ้นลงเสมอหรือไม่

ไม่เสมอ หาก Yield ขึ้นเพราะเศรษฐกิจเติบโตแข็งแรง กำไรบริษัทอาจช่วยพยุงตลาดหุ้นได้ แต่หุ้นที่มีมูลค่าสูงหรืออ่อนไหวต่อดอกเบี้ยมักได้รับแรงกดดันมากกว่า

4. ดอกเบี้ยขาขึ้นควรซื้อตราสารหนี้หรือไม่

ขึ้นอยู่กับอายุของตราสารและแผนการลงทุน ตราสารอายุสั้นมักผันผวนน้อยกว่า ขณะที่การทยอยลงทุนช่วยลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะดอกเบี้ยผิด

5. ควรเลือกหุ้นกู้จากอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดหรือไม่

ไม่ควรเลือกจากดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาอันดับเครดิต ฐานะการเงิน กระแสเงินสด อายุหุ้นกู้ สภาพคล่อง ลำดับสิทธิ และเงื่อนไขไถ่ถอนควบคู่กัน

Goc Prime Register

บทความอื่นๆ

Scalper คืออะไร

Scalper คืออะไร ทำไมถึงเป็นอีกสายอาชีพการเทรดที่คนนิยม

เมื่อพูดถึงการเทรดที่รวดเร็ว ตื่นเต้น และต้องตัดสินใจภายในเวลาไม่กี่วินาที หลายคนมักนึกถึงคำว่า Scalper คือหนึ่งในรูปแบบของเทรดเดอร์ที่พยายา

อ่านต่อ »
Proprietary_Trader_สายอาชีพทำเงินที่ไม่ต้องใช้เงิน

Proprietary Trader สายอาชีพทำเงินที่ไม่ต้องใช้เงินตัวเองลงทุน

ในโลกการเทรดที่หลายคนคุ้นเคยกับการเปิดบัญชีและใช้เงินของตัวเอง มีเทรดเดอร์อีกกลุ่มหนึ่งที่ทำงานด้วยเงินทุนของบริษัท คนกลุ่มนี้เรียกว่า Propr

อ่านต่อ »
ต้นทุนผันแปร นักลงทุนต้องรู้!

ต้นทุนผันแปร นักลงทุนต้องรู้! ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง มีผลทั้งราคาหุ้นและกำไร

สำหรับนักลงทุนที่อ่านงบการเงินแล้วเห็นว่าบริษัทมียอดขายเติบโต สิ่งที่ต้องถามต่อทันทีคือ “ยอดขายที่เพิ่มขึ้นสามารถสร้างกำไรได้จริงหรือไม่” เพ

อ่านต่อ »