Drawdown คือ

Drawdown คืออะไร? ตัวเลขเดียวที่อาจบอกได้ว่าพอร์ตคุณจะรอดไหม

Drawdown คือ การลดลงของมูลค่าพอร์ตลงทุนจากจุดสูงสุดไปยังจุดต่ำสุดในช่วงเวลาหนึ่ง ใช้เพื่อวัดว่าพอร์ตของเทรดเดอร์เคยขาดทุนหรือปรับตัวลงหนักที่สุดแค่ไหนก่อนจะฟื้นตัวกลับมาปกติ

อธิบายง่ายๆ คือ Drawdown ช่วยบอกว่า “ระหว่างทางของการลงทุน พอร์ตเคยเจ็บหนักสุดกี่เปอร์เซ็นต์” ไม่ใช่ดูแค่ว่าสุดท้ายพอร์ตมีกำไรหรือขาดทุนเท่าไรเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น หากพอร์ตเคยมีมูลค่าสูงสุด 100,000 บาท แล้วลดลงมาเหลือ 80,000 บาท แสดงว่าพอร์ตมี Drawdown 20% ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะช่วยให้นักลงทุนรู้ว่ากลยุทธ์ที่ใช้อยู่มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน และตนเองสามารถรับความผันผวนของพอร์ตได้จริงหรือไม่

ซึ่งพอเวลาพูดถึงการลงทุน หลายคนมักโฟกัสแต่กำไร ผลตอบแทน หรือคำถามว่า “ปีนี้พอร์ตบวกกี่เปอร์เซ็นต์?” แต่ความจริงแล้ว Drawdown คือสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะมันคือการวัดว่าพอร์ตเคยลดลงจากจุดสูงสุดมากแค่ไหนในช่วงเวลาหนึ่ง พูดง่ายๆ คือมันช่วยบอกว่า ระหว่างทางก่อนจะได้กำไร พอร์ตของคุณเคยเจ็บหนักสุดแค่ไหน ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะบางพอร์ตอาจดูผลตอบแทนดีตอนจบปี แต่ระหว่างทางเคยติดลบหนักจนเจ้าของพอร์ตแทบถอดใจไปแล้วก็ได้

Drawdown คืออะไร อธิบายแบบเข้าใจง่าย

Drawdown คือ การลดลงของมูลค่าพอร์ตของนักลงทุน จากจุดที่สูงสุดลงไปยังจุดที่ต่ำที่สุดในช่วงเวลาหนึ่ง โดยมักแสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์ เพื่อให้นักลงทุนเห็นว่าพอร์ตเคยถอยลงมามากที่สุดเท่าไหร่จากยอดที่เคยทำได้ในตอนแรก

สูตรคำนวณ Drawdown 

Drawdown (%) = (จุดสูงสุดของพอร์ต – จุดต่ำสุดหลังจากนั้น) ÷ จุดสูงสุดของพอร์ต × 100

ตัวอย่างเช่น พอร์ตของคุณเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 200,000 บาท แล้วลดลงมาเหลือ 160,000 บาท

Drawdown = (200,000 – 160,000) ÷ 200,000 × 100
= 20%

หมายความว่าพอร์ตเคยลดลงจากจุดสูงสุด 20% ไม่ใช่แค่ดูว่าคุณกำไรหรือขาดทุนจากเงินต้น แต่ดูว่าพอร์ตเคยเสียมูลค่าจากจุดที่ดีที่สุดไปเท่าไหร่

จุดนี้สำคัญมากสำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์ เพราะความรู้สึกตอนพอร์ตลดลง 20%, 30% หรือ 50% นั้นต่างจากการอ่านตัวเลขในกระดาษมาก บางคนคิดว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้สูง แต่พอเจอเงินจริงลดลงหนัก ๆ กลับตัดสินใจผิด เช่น ขายตอนตลาดใกล้ฟื้น หรือเพิ่มความเสี่ยงเพื่อเอาคืนจนขาดทุนหนักกว่าเดิม

ทำไมต้องเรียนรู้ Drawdown ก่อนเริ่มลงทุนจริงจัง

หลายคนเริ่มลงทุนด้วยความคาดหวังว่าเงินจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่ตลาดจริงไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรง มีขึ้น มีลง มีช่วงที่ราคาพักฐาน และมีช่วงที่พอร์ตแดงจนใจหาย การเข้าใจ Drawdown คือพื้นฐานสำคัญของการบริหารความเสี่ยง เพราะมันไม่ได้บอกแค่ว่าคุณขาดทุนเท่าไหร่ แต่บอกด้วยว่าคุณรับแรงเหวี่ยงของพอร์ตได้มากแค่ไหน

ตัวอย่างง่ายๆให้เห็นภาพ สมมติคุณลงทุน 100,000 บาท พอร์ตโตขึ้นไปถึง 130,000 บาท จากนั้นตลาดปรับลงจนพอร์ตเหลือ 104,000 บาท ถ้าดูจากเงินต้น คุณยังมีกำไรอยู่ 4,000 บาท หลายคนอาจคิดว่า “ก็ยังบวกนี่นา” แต่ถ้าดูจากจุดสูงสุด พอร์ตเคยลดจาก 130,000 บาท เหลือ 104,000 บาท เท่ากับลดลง 26,000 บาท หรือ 20% นี่แหละคือจุดที่ Drawdown เข้ามาช่วยให้เห็นภาพความเสี่ยงจริง

ถ้าไม่มีตัวเลขนี้ คุณอาจเข้าใจผิดว่ากลยุทธ์ลงทุนของตัวเองปลอดภัย ทั้งที่จริงแล้วพอร์ตอาจเหวี่ยงแรงมาก เพียงแต่สุดท้ายกลับมาปิดบวกได้เท่านั้นเอง

ตัวอย่าง Drawdown ที่เห็นภาพชัด

สมมติคุณเริ่มลงทุนด้วยเงิน 100,000 บาท และมูลค่าพอร์ตเปลี่ยนไปตามนี้

  • เดือนที่ 1 พอร์ตโตเป็น 110,000 บาท
  • เดือนที่ 2 พอร์ตโตเป็น 125,000 บาท
  • เดือนที่ 3 พอร์ตลดลงเหลือ 115,000 บาท
  • เดือนที่ 4 พอร์ตลดลงเหลือ 95,000 บาท
  • เดือนที่ 5 พอร์ตฟื้นกลับมาเป็น 130,000 บาท

ถ้าดูเฉพาะจุดเริ่มต้นกับจุดสุดท้าย คุณจะเห็นว่าพอร์ตจาก 100,000 บาท กลายเป็น 130,000 บาท ได้กำไร 30% ดูดีมาก แต่ระหว่างทาง พอร์ตเคยขึ้นไป 125,000 บาท แล้วลดลงเหลือ 95,000 บาท เท่ากับลดลง 30,000 บาท จากจุดสูงสุดเดิม

คิดเป็นเปอร์เซ็นต์คือ 30,000 ÷ 125,000 × 100 = 24%

แปลว่าแม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะกำไร 30% แต่ระหว่างทางคุณต้องทนเห็นพอร์ตลดลงประมาณ 24% คำถามคือ คุณรับความรู้สึกแบบนั้นไหวไหม? ถ้ารับได้ กลยุทธ์นี้อาจเหมาะกับคุณ แต่ถ้าคุณนอนไม่หลับตั้งแต่พอร์ตลดลง 10% กลยุทธ์นี้อาจเสี่ยงเกินไปสำหรับสภาพจิตใจและเป้าหมายของคุณ

ประเภทของ Drawdown ที่ควรรู้

ในการลงทุนและการเทรด เรามักเจอคำที่เกี่ยวกับ Drawdown หลายแบบ แต่ไม่ต้องจำให้ซับซ้อนเกินไป เอาแค่ตัวหลักๆ ที่ใช้จริงก็พอ

1. Absolute Drawdown

Absolute Drawdown คือ การวัดว่าพอร์ตลดลงจากเงินทุนเริ่มต้นมากที่สุดเท่าไหร่ เช่น คุณเริ่มต้นด้วยเงิน 100,000 บาท แล้วพอร์ตลดลงเหลือ 85,000 บาท แปลว่า Absolute Drawdown เท่ากับ 15,000 บาท หรือ 15%

ตัวนี้ช่วยให้รู้ว่าเงินต้นของคุณเคยเสียหายมากที่สุดเท่าไหร่ เหมาะกับคนที่ต้องการดูว่ากลยุทธ์เคยทำให้เงินต้นติดลบหนักแค่ไหน

2. Maximum Drawdown

Maximum Drawdown หรือเรียกอีกแบบว่า Max Drawdown คือ การลดลงมากที่สุดจากจุดสูงสุดไปยังจุดต่ำสุดในช่วงเวลาหนึ่ง ตัวนี้เป็นตัวที่นิยมใช้มากที่สุด เพราะสะท้อนความเสี่ยงของพอร์ตได้ชัดเจนกว่าแค่ดูผลตอบแทนปลายทาง

เช่น พอร์ตขึ้นจาก 100,000 บาท เป็น 150,000 บาท แล้วลดลงเหลือ 105,000 บาท แม้จะยังมากกว่าเงินต้น แต่ Max Drawdown คือการลดจาก 150,000 บาท เหลือ 105,000 บาท หรือ 30%

นี่คือเหตุผลที่ Drawdown คือหนึ่งในตัวเลขที่ควรดูคู่กับผลตอบแทนเสมอ เพราะพอร์ตที่กำไรสูงไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป ถ้าระหว่างทางต้องรับความเสี่ยงสูงเกินไป

3. Relative Drawdown

Relative Drawdown คือ การคิดการลดลงเป็นเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดของพอร์ต ช่วยให้เปรียบเทียบพอร์ตต่างขนาดกันได้ง่าย เช่น พอร์ต A ลดลง 50,000 บาท อาจดูเยอะ แต่ถ้าพอร์ตมีมูลค่า 2,000,000 บาท ก็เท่ากับลดลงเพียง 2.5%

ในขณะเดี๋ยวกัน ที่พอร์ต B ลดลง 10,000 บาท จากพอร์ต 50,000 บาท เท่ากับลดลง 20% แบบนี้พอร์ต B เสี่ยงจะกว่าในเชิงสัดส่วน แม้ว่าจำนวนเงินที่หายไปจะน้อยกว่าก็ตาม

Drawdown ต่างจาก Loss หรือขาดทุนทั่วไปอย่างไร

คำว่า Loss หรือการขาดทุน มักหมายถึงการที่คุณซื้อสินทรัพย์มาแล้วราคาลดลงต่ำกว่าต้นทุน เช่น ซื้อหุ้นที่ 10 บาท ราคาลงมาเหลือ 8 บาท คุณขาดทุน 20%

แต่ Drawdown มองในมุมของพอร์ตโดยรวม และวัดจากจุดสูงสุดที่พอร์ตเคยทำได้ ไม่จำเป็นต้องต่ำกว่าเงินต้นก็ถือว่าเกิด Drawdown ได้

เช่น คุณลงทุน 100,000 บาท พอร์ตโตเป็น 180,000 บาท แล้วลดลงเหลือ 140,000 บาท คุณยังมีกำไรจากเงินต้น 40,000 บาท แต่พอร์ตเกิด Drawdown จากจุดสูงสุด 40,000 บาท หรือประมาณ 22.2%

นี่คือความต่างที่นักลงทุนมือใหม่มักมองข้าม เพราะบางครั้งเราคิดว่า “ยังไม่ขาดทุนก็ไม่เป็นไร” แต่ในความจริง พอร์ตที่ลดลงหนักจากจุดสูงสุดอาจสะท้อนว่ากลยุทธ์มีความผันผวนสูง และต้องใช้วินัยมากในการถือให้รอด

ทำไม Drawdown ถึงสำคัญมากกว่าที่คิด

Drawdown คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณเห็น “ความเจ็บปวดระหว่างทาง” ของการลงทุน ไม่ใช่แค่เห็นผลลัพธ์ตอนจบ เพราะการลงทุนจริงมีเรื่องอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ

พอร์ตที่ให้ผลตอบแทนปีละ 30% อาจดูน่าสนใจมาก แต่ถ้าเคยมี Max Drawdown 60% คุณต้องถามตัวเองว่า ถ้าเงิน 1,000,000 บาท ลดลงเหลือ 400,000 บาท คุณจะยังถือกลยุทธ์เดิมต่อได้ไหม? หรือจะตัดสินใจขายทิ้งตอนตลาดแย่ที่สุด

ในทางกลับกัน พอร์ตที่ให้ผลตอบแทนปีละ 12% แต่ Max Drawdown อยู่ที่ 10-15% อาจเหมาะกับหลายคนมากกว่า เพราะแม้ผลตอบแทนไม่หวือหวา แต่มีโอกาสทำตามแผนได้จริงในระยะยาว

การลงทุนที่ดีจึงไม่ใช่แค่หาว่าอะไรทำกำไรสูงสุด แต่ต้องหาว่าอะไรทำกำไรได้ในระดับที่คุณรับความเสี่ยงไหว และไม่ทำให้คุณหลุดวินัยกลางทาง

Drawdown บอกอะไรเกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุน

ตัวเลข Drawdown คือ ตัวช่วยที่บอกได้หลายอย่างเกี่ยวกับคุณภาพของกลยุทธ์และภาพรวมของพอร์ตของคุณในตอนนั้น โดยจะมีตัวอย่างอยู่สามข้อด้วยกัน

ความผันผวนของพอร์ต

ถ้าพอร์ตมี Drawdown สูง แปลว่ามูลค่าพอร์ตเหวี่ยงแรง นักลงทุนต้องรับความผันผวนได้มาก เหมาะกับคนที่มีประสบการณ์ เข้าใจความเสี่ยง และมีแผนชัดเจน

ความทนทานของระบบเทรด

สำหรับเทรดเดอร์ Drawdown คือสัญญาณที่ใช้ดูว่าระบบเทรดยังอยู่ในกรอบปกติหรือเริ่มผิดปกติ เช่น ระบบเคยมี Max Drawdown เฉลี่ย 15% แต่ตอนนี้ลากลงไป 35% อาจต้องกลับมาตรวจสอบว่าเงื่อนไขตลาดเปลี่ยนไปหรือระบบมีปัญหา

ความเหมาะสมกับตัวคุณ

บางกลยุทธ์อาจดีในเชิงตัวเลข แต่ไม่เหมาะกับนิสัยของคุณ เช่น กลยุทธ์เทรดตามเทรนด์อาจมีช่วงขาดทุนต่อเนื่องหลายครั้งก่อนเจอไม้ใหญ่ ถ้าคุณเป็นคนเครียดง่ายหรือใจร้อน อาจหลุดแผนก่อนที่ระบบจะทำงานเต็มที่

Drawdown เท่าไหร่ถึงเรียกว่าเยอะ

คำตอบคือไม่มีตัวเลขตายตัวว่า Drawdown เท่าไหร่ถึงเรียกว่าเยอะ เพราะขึ้นอยู่กับประเภทสินทรัพย์ กลยุทธ์ ระยะเวลาลงทุน และระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้

แต่เพื่อให้เห็นภาพคร่าวๆ เรามายกตัวอย่างกันหน่อย

  • Drawdown ต่ำกว่า 10% มักถือว่าค่อนข้างควบคุมความเสี่ยงได้ดี โดยเฉพาะในพอร์ตที่เน้นความมั่นคง
  • Drawdown ประมาณ 10-20% เป็นระดับที่นักลงทุนจำนวนมากยังพอรับได้ หากเข้าใจแผนและมีเงินสำรอง
  • Drawdown ประมาณ 20-40% เริ่มถือว่าสูง ต้องมีวินัยและแผนจัดการความเสี่ยงชัดเจน
  • Drawdown มากกว่า 40-50% เป็นระดับที่อันตรายสำหรับหลายคน เพราะต้องใช้ผลตอบแทนสูงมากเพื่อกลับมาจุดเดิม

สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือ ถ้าพอร์ตลดลงไป 50% คุณไม่ได้ต้องทำกำไร 50% เพื่อให้ได้ทุนเดิมกลับคืนมา แต่ต้องทำกำไร 100% เพราะจาก 100,000 บาท ลดเหลือ 50,000 บาท ต้องโตอีก 50,000 บาท ซึ่งเท่ากับ 100% ของเงินที่เหลือทั้งหมด

ซึ่งเหตุผลก็เพราะเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้พอร์ตเสียหายหนักตั้งแต่แรกนั้นเอง

ตารางเปรียบเทียบ Drawdown กับผลตอบแทนที่ต้องใช้เพื่อฟื้นตัว

Drawdown คือ

  • ถ้าพอร์ตลดลง 10% ต้องทำกำไรประมาณ 11.1% เพื่อกลับมาทุนเดิม
  • ถ้าพอร์ตลดลง 20% ต้องทำกำไร 25% เพื่อกลับมาทุนเดิม
  • ถ้าพอร์ตลดลง 30% ต้องทำกำไรประมาณ 42.9% เพื่อกลับมาทุนเดิม
  • ถ้าพอร์ตลดลง 50% ต้องทำกำไร 100% เพื่อกลับมาทุนเดิม
  • ถ้าพอร์ตลดลง 70% ต้องทำกำไรประมาณ 233% เพื่อกลับมาทุนเดิม

พออธิบายให้เห็นภาพแบบนี้จะเข้าใจทันทีว่า การปล่อยให้พอร์ตเสียหายหนักไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะยิ่งราคาลงลึกเท่าไหร่ โอกาสในการกลับขึ้นมาก็ยิ่งยากขึ้นแบบเป็นเท่าตัวยิ่งนัก

วิธีลด Drawdown ในพอร์ตลงทุน

การลด Drawdown ไม่ได้แปลว่าต้องทำให้พอร์ตไม่ขาดทุนเลย เพราะนั่นแทบเป็นไปไม่ได้ในการลงทุนจริง แต่หมายถึงการวางระบบให้พอร์ตเสียหายอยู่ในระดับที่ควบคุมได้

กระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม

อย่าเอาเงินทั้งหมดไปลงในสินทรัพย์เดียว หุ้นตัวเดียว หรือธีมเดียว เพราะถ้าผิดทาง พอร์ตอาจเสียหายหนัก การกระจายลงทุนในหลายสินทรัพย์ เช่น,หุ้น,ตราสารหนี้,กองทุน ETF,ทองคำ,Forex หรือเงินสดบางส่วน อาจช่วยลดแรงเหวี่ยงโดยรวมของพอร์ตได้บ้าง

แต่การกระจายก็ต้องมีเหตุผลรองรับไว้ ไม่ใช่ซื้อทุกอย่างมั่วๆ เพราะถ้าสินทรัพย์ทั้งหมดเคลื่อนไหวไปทางเดียวกันในช่วงวิกฤต ก็อาจลดความเสี่ยงได้ไม่มากเท่าที่คิด

กำหนดขนาดการลงทุนต่อครั้ง

เรื่องนี้ถือว่าสำคัญ โดยเฉพาะกับเทรดเดอร์ Position Sizing สำคัญมาก เช่น ไม่ควรเสี่ยงเกิน 1-2% ของพอร์ตต่อการเทรดหนึ่งครั้ง เพราะถ้าเสียติดกันหลายครั้ง พอร์ตจะยังมีโอกาสฟื้นตัวได้

ตัวอย่างเช่น พอร์ต 100,000 บาท ถ้าเสี่ยงครั้งละ 10,000 บาท แพ้ติดกัน 5 ครั้ง พอร์ตหายไปครึ่งหนึ่งทันที แต่ถ้าเสี่ยงครั้งละ 1,000-2,000 บาท แม้แพ้ติดกันหลายครั้ง ก็ยังพอมีพื้นที่ให้ปรับแผน

มี Stop Loss หรือจุดตัดสินใจล่วงหน้า

Stop Loss ไม่ได้มีไว้ทำให้คุณขาดทุน แต่มีไว้ป้องกันไม่ให้การขาดทุนเพียงเล็กน้อย กลายเป็นขาดทุนขนาดใหญ่ ดังนั้นก่อนซื้อหรือเปิดสถานะใดๆ ควรรู้ว่าถ้าลงทุนผิดทางจะหาทางออกตรงไหนได้บ้าง ไม่ใช่รอดูไปเรื่อยๆ แล้วค่อยคิดตอนตลาดลงแรง

สำหรับนักลงทุนระยะยาว Stop Loss อาจไม่จำเป็นต้องเป็นราคาตายตัวเสมอไป แต่อาจเป็นเงื่อนไขบางอย่าง เช่น ธุรกิจเปลี่ยนพื้นฐาน งบการเงินแย่ลง หนี้สูงผิดปกติ หรือเหตุผลที่ซื้อครั้งแรกไม่เป็นจริงแล้วนั้นเอง

ไม่ใช้ Leverage เกินตัว

Leverage หรือการใช้เงินกู้/มาร์จิ้น/สัญญาที่มีอัตราทด อาจเพิ่มผลตอบแทนได้ แต่ก็เพิ่ม Drawdown ได้เร็วมากเช่นกัน คนจำนวนมากไม่ได้พอร์ตพังเพราะวิเคราะห์ผิดอย่างเดียว แต่พังเพราะใช้ Leverage มากเกินไปจนไม่มีเวลารอให้ตลาดกลับตัว

ถ้าคุณยังใหม่กับตลาด การไม่ใช้ Leverage เลยอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า จนกว่าจะเข้าใจความเสี่ยงจริง ๆ

ทบทวนพอร์ตเป็นระยะ

การลงทุนไม่ใช่ซื้อแล้วลืมเสมอไป ควรมีช่วงเวลาทบทวน เช่น รายเดือน รายไตรมาส หรือเมื่อพอร์ตเบี่ยงจากแผนเดิมมากเกินไป การทบทวนจะช่วยให้คุณรู้ว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือไม่ และต้องปรับสัดส่วนสินทรัพย์หรือเปล่า

ใช้ Drawdown ประเมินกองทุนหรือระบบเทรดยังไง

เวลาจะเลือกกองทุนหรือระบบเทรด อย่าดูแค่ผลตอบแทนย้อนหลัง เพราะผลตอบแทนย้อนหลังอาจดูสวยมากในช่วงตลาดดี แต่ไม่ได้บอกว่าช่วงแย่ ๆ พอร์ตเคยลงหนักแค่ไหน

สิ่งที่ควรดูคู่กันคือ

  • ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี
  • Maximum Drawdown
  • ระยะเวลาที่พอร์ตใช้ในการฟื้นตัว
  • ความสม่ำเสมอของผลตอบแทน
  • กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์อะไร
  • ความเสี่ยงเหมาะกับเป้าหมายของคุณหรือไม่

เช่น กองทุน A ผลตอบแทนเฉลี่ย 15% ต่อปี Max Drawdown 45% ส่วนกองทุน B ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี Max Drawdown 18% ถ้าคุณเป็นนักลงทุนระยะยาวที่รับความผันผวนได้ต่ำ กองทุน B อาจเหมาะกว่า แม้ผลตอบแทนเฉลี่ยจะน้อยกว่า

ข้อผิดพลาดที่คนมักทำเมื่อดู Drawdown

ดูแต่ผลตอบแทน ไม่ดูความเสี่ยง

นี่เป็นข้อผิดพลาดยอดฮิต เพราะตัวเลขกำไรดึงดูดใจกว่าเสมอ แต่การลงทุนที่ดีต้องดูทั้งผลตอบแทนและความเสี่ยง พอร์ตที่กำไรสูงแต่ Drawdown ลึกมาก อาจไม่เหมาะกับคนส่วนใหญ่

คิดว่า Drawdown ในอดีตจะไม่เกิดอีก

ถ้ากลยุทธ์ที่คุณใช้ เคยมี Max Drawdown 30% ในอดีต อนาคตอาจเกิดมากกว่านั้นได้ ไม่ใช่น้อยกว่าเสมอ ดังนั้นควรเผื่อความเสี่ยงไว้มากกว่าตัวเลขย้อนหลังเล็กน้อย

เพิ่มเงินลงทุนตอนยังไม่เข้าใจระบบ

บางคนเห็นระบบเทรดทำกำไรช่วงแรกแล้วรีบเพิ่มเงิน แต่พอระบบเข้าสู่ช่วง Drawdown กลับรับไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าการขาดทุนต่อเนื่องเป็นส่วนหนึ่งของระบบหรือเป็นสัญญาณว่าระบบเสีย

ไม่มีแผนรับมือก่อนเกิดเหตุ

การคิดแผนตอนตลาดกำลังลงแรงมักยากมาก เพราะอารมณ์จะเข้ามาครอบงำ ควรวางแผนตั้งแต่ก่อนลงทุนว่า ถ้าพอร์ตลดลง 10%, 20% หรือ 30% จะทำอะไร จะถือ จะลดความเสี่ยง หรือจะหยุดเทรดชั่วคราว

Drawdown เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการลงทุนอย่างไร

การลงทุนไม่ได้ยากแค่เรื่องตัวเลข แต่ยากเพราะต้องสู้กับอารมณ์ตัวเองด้วย ตอนพอร์ตขึ้น ทุกอย่างดูง่าย แต่ตอนพอร์ตลง คุณจะเริ่มตั้งคำถามกับแผนเดิม เริ่มกลัว เริ่มอยากขาย หรือบางคนเริ่มอยากเสี่ยงมากขึ้นเพื่อเอาคืน

Drawdown คือบททดสอบวินัยของนักลงทุนอย่างแท้จริง เพราะมันทำให้เห็นว่าคุณเชื่อในแผนของตัวเองแค่ไหน และแผนนั้นเหมาะกับคุณจริงหรือไม่

ถ้าคุณรู้ล่วงหน้าว่ากลยุทธ์หนึ่งอาจมี Drawdown 20-25% คุณจะเตรียมใจได้ดีกว่า และไม่ตกใจเกินไปเมื่อมันเกิดขึ้นจริง แต่ถ้าคุณไม่เคยรู้ตัวเลขนี้มาก่อน การเห็นพอร์ตลดลง 20% อาจทำให้คุณตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย

นักลงทุนมือใหม่ควรเริ่มจากอะไร

สำหรับมือใหม่ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการคำนวณซับซ้อนมาก แค่เริ่มบันทึกมูลค่าพอร์ตเป็นระยะ เช่น ทุกสิ้นเดือน แล้วดูว่าพอร์ตเคยขึ้นไปสูงสุดเท่าไหร่ และลดลงจากจุดนั้นมากที่สุดเท่าไหร่

จากนั้นให้ถามตัวเอง 3 ข้อ

  1. พอร์ตลดลงเท่านี้แล้วยังนอนหลับสบายไหม
  2. ถ้าเกิดซ้ำอีกครั้ง จะยังทำตามแผนเดิมได้หรือเปล่า
  3. ผลตอบแทนที่ได้คุ้มกับความเครียดที่ต้องรับไหม

ถ้าคำตอบคือไม่ อาจต้องลดความเสี่ยง เช่น เพิ่มเงินสด เพิ่มสินทรัพย์ที่ผันผวนน้อยลง ลดขนาดการเทรด หรือปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับตัวเองมากขึ้น

สรุป รู้ Drawdown ก่อน พอร์ตมีโอกาสรอดมากกว่า

Drawdown คือ

Drawdown คือหนึ่งในตัวเลขที่นักลงทุนควรรู้ตั้งแต่วันแรก เพราะมันช่วยให้เห็นความเสี่ยงจริงของพอร์ต ไม่ใช่แค่ดูว่าทำกำไรได้เท่าไหร่ แต่ดูด้วยว่าระหว่างทางต้องเจอการลดลงหนักแค่ไหน

การเข้าใจ Drawdown จะช่วยให้คุณเลือกกลยุทธ์ได้เหมาะกับตัวเองมากขึ้น วางแผนรับมือกับช่วงตลาดแย่ได้ดีขึ้น และลดโอกาสตัดสินใจผิดเพราะอารมณ์ ที่สำคัญคือช่วยให้คุณไม่หลงไปกับผลตอบแทนสวย ๆ โดยลืมดูความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่

สุดท้าย การลงทุนที่ดีไม่ใช่การไม่เคยขาดทุนเลย แต่คือการควบคุมความเสียหายให้อยู่ในระดับที่รับได้ และยังมีเงิน มีวินัย และมีสติพอที่จะอยู่ในตลาดต่อไปได้ระยะยาว

และสำหรับใครที่กำลังสนใจเรื่องการเทรดสินทรัพย์และอยากจะเริ่มลงทุนในการ เทรด Forex สามารถเปิดบัญชีผ่าน GOC Prime ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ได้เลย โดยเราจะมีบริการด้านการเทรดที่ครบวงจร ด้วยจุดเด่นอย่างไม่มีค่า Swap เลเวอเรจ ที่ปรับได้ตามสไตล์การเทรดของแต่ละท่าน ค่าธรรมเนียมที่เป็นมิตรต่อทุกฝ่าย และการดูแลด้วยทีมงานคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ ให้คุณโฟกัสกับการวางกลยุทธ์ได้อย่างเต็มที่ในทุกจังหวะของตลาด

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Drawdown

Drawdown 20% ถือว่าเยอะไหม

Drawdown 20% ถือว่าเป็นเปอร์เซ็นต์เริ่มต้นที่ค่อนข้างสูงสำหรับนักลงทุนทั่วไป แต่ยังขึ้นอยู่กับประเภทสินทรัพย์และกลยุทธ์ของแต่ละท่าน ถ้าเป็นหุ้นรายตัวหรือคริปโตอาจพบได้บ่อยกว่า แต่ถ้าเป็นพอร์ตระมัดระวัง Drawdown 20% อาจถือว่าสูงเกินไป

Max Drawdown ยิ่งต่ำยิ่งดีไหม

โดยทั่วไปยิ่งต่ำยิ่งดี เพราะแปลว่าพอร์ตเสียหายจากจุดสูงสุดไม่มาก แต่ต้องดูคู่กับผลตอบแทนด้วย ถ้า Drawdown ต่ำมากแต่ผลตอบแทนต่ำจนไม่ถึงเป้าหมาย ก็อาจไม่ตอบโจทย์เช่นกัน

Drawdown ใช้กับหุ้นอย่างเดียวไหม

ไม่ใช่ ใช้ได้กับหุ้น กองทุน Forex ทองคำ คริปโต ระบบเทรด หรือพอร์ตลงทุนรวมทุกประเภท ขอแค่มีข้อมูลมูลค่าพอร์ตหรือราคาย้อนหลัง ก็สามารถนำมาคำนวณได้

ถ้าพอร์ตเกิด Drawdown ควรทำยังไง

อันดับแรกคืออย่าตัดสินใจด้วยอารมณ์ ให้กลับไปดูแผนเดิมว่า Drawdown ที่เกิดขึ้นยังอยู่ในกรอบที่รับได้หรือไม่ ถ้ายังอยู่ในกรอบ อาจไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าเกินกว่าที่วางไว้ ควรลดความเสี่ยงหรือทบทวนกลยุทธ์

นักลงทุนระยะยาวต้องสนใจ Drawdown ไหม

ต้องสนใจ เพราะแม้จะลงทุนระยะยาว แต่ถ้าพอร์ตลดลงหนักเกินไป คุณอาจขายก่อนถึงเป้าหมายได้ การรู้ความเสี่ยงล่วงหน้าช่วยให้วางแผนและเลือกสินทรัพย์ได้เหมาะกับตัวเองมากขึ้น

บทความอื่นๆ

เลเวอเรจ ควรเท่าไหร่

เลเวอเรจ ควรเท่าไหร่? ยิ่งใช้เยอะไม่ได้แปลจะว่ายิ่งรวย

ถ้าคุณกำลังสงสัยว่า เลเวอเรจ ควรเท่าไหร่ บอกเลยว่าคำถามนี้สำคัญมากกว่าการหาจุดเข้าออเดอร์เสียอีก เพราะเลเวอเรจไม่ใช่แค่ตัวคูณกำไร แต่มันคือต

อ่านต่อ »

เลเวอเรจ สำหรับมือใหม่ ใช้ให้เป็นก่อนคิดจะเพิ่มกำไร

ถ้าคุณกำลังเริ่มเทรดหุ้น ฟิวเจอร์ส Forex คริปโต หรือสินทรัพย์ที่มีบัญชีมาร์จิน คำว่า เลเวอเรจ สำหรับมือใหม่ เป็นเรื่องที่ควรเข้าใจก่อนกดเปิด

อ่านต่อ »
เลเวอเรจ 1:100 คือ

เลเวอเรจ 1:100 คืออะไร? ใช้ผิดนิดเดียว เงินหายเร็วกว่าที่คิด

เลเวอเรจ 1:100 คือ เครื่องมือที่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเปิดออเดอร์ที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินทุนจริงได้ 100 เท่า พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณมีเงิน 1 ดอลล

อ่านต่อ »