Take Profit คือ คำสั่งขายสินทรัพย์โดยอัตโนมัติเมื่อราคาเดินทางไปถึงจุดที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อเป้าหมายในการล็อกกำไรเข้ากระเป๋าก่อนที่แนวโน้มราคาจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือกลับตัว ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงทางด้านการเงิน ช่วยตัดปัญหาเรื่องการใช้อารมณ์หรือความโลภในการเทรด ทำให้เทรดเดอร์สามารถรักษาผลกำไรได้อย่างมีระบบและสร้างวินัยในการลงทุนระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
การก้าวเข้ามาในโลกของการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการเทรดหุ้น คริปโทเคอร์เรนซี หรือตลาดที่วิ่งตลอด 24 ชั่วโมงอย่าง Forex สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องเจอเหมือนกันคือสภาวะอารมณ์ที่แปรปรวนตามกราฟราคา หลายครั้งที่เห็นตัวเลขกำไรพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ แล้วรู้สึกอยากให้มันไปต่ออีกหน่อย สุดท้ายกราฟกลับตัวลงมากลายเป็นขาดทุน สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมากกับมือใหม่ เหตุผลหลักมาจากการขาดเครื่องมือล็อกผลประโยชน์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว Take Profit คือหัวใจสำคัญที่จะเข้ามาแก้ปัญหานี้ การเรียนรู้ระบบสั่งการซื้อขายล่วงหน้าเพื่อปิดสถานะฝั่งบวก จะช่วยลดความกดดันและสร้างพอร์ตเติบโตได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา
ทำความเข้าใจความหมาย Take Profit คือ อะไรกันแน่
ในเชิงเทคนิคของการส่งคำสั่งซื้อขาย Take Profit คือ การตั้งคำสั่งปิดสถานะ (Close Position) แบบอัตโนมัติเมื่อราคาวิ่งไปถึงจุดเป้าหมายที่เราได้ผลกำไรตามที่วิเคราะห์ไว้ล่วงหน้า สมมติว่าส่งคำสั่งซื้อ (Buy) ทองคำที่ราคา 2,000 ดอลลาร์ และคาดการณ์ว่าราคาจะขึ้นไปถึง 2,020 ดอลลาร์ จึงทำการตั้ง Take Profit ไว้ที่จุดนั้น เมื่อราคาตลาดวิ่งไปชนเป้าหมาย ระบบของโบรกเกอร์จะปิดออเดอร์ให้ทันที แม้ว่าตอนนั้นกำลังนอนหลับอยู่ก็ตาม
เครื่องมือนี้ทำหน้าที่ตรงข้ามกับ Stop Loss ที่ใช้สำหรับตัดขาดทุน แต่ทำหน้าที่ร่วมกันในการจำกัดความเสี่ยง การทำความเข้าใจว่า Take Profit คือ กลไกคุ้มครองกำไร จะช่วยปรับทัศนคติในการเทรดจากการหวังแจ็กพอตใหญ่ มาเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นวิถีของเทรดเดอร์มืออาชีพที่สามารถยืนระยะในตลาดได้ในระยะยาว
เหตุผลที่เทรดเดอร์มืออาชีพให้ความสำคัญกับการตั้งจุดทำกำไร
ทำไมต้องรีบขายในเมื่อราคยังขึ้นได้อีก คำถามนี้เป็นกับดักที่ทำให้นักลงทุนติดดอยหรือพอร์ตแตกมานักต่อนัก ตลาดการเงินมีความผันผวนสูงมาก ไม่มีสินทรัพย์ไหนที่ราคาจะพุ่งขึ้นเป็นเส้นตรงโดยไม่มีการย่อตัว การมองภาพให้ออกว่า Take Profit คือเส้นชัยของแต่ละรอบการเทรด จะช่วยสร้างข้อดีในการลงทุนหลายด้าน
ลดการใช้ อารมณ์ และ ความโลภ ในการตัดสินใจ
ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของการเทรดไม่ใช่สภาวะตลาด แต่คือจิตใจของตัวเอง เมื่อเห็นกราฟพุ่งแรง สมองจะหลั่งสารที่ทำให้เกิดความโลภและคิดว่า “เดี๋ยวคงขึ้นไปอีก” การตั้งจุดปิดทำกำไรไว้ล่วงหน้าเป็นการบังคับให้ตัวเองทำตามแผนการที่คิดมาอย่างรอบข้อบตอนที่สมองยังนิ่งอยู่ การเข้าใจว่า Take Profit คือ ขอบเขตของเหตุผล จะช่วยป้องกันไม่ให้อารมณ์มาทำลายระบบการเทรด
ไม่จำเป็นต้องนั่งเฝ้าหน้าจอตลอด 24 ชั่วโมง
การนั่งจ้องกราฟทั้งวันนอกจากจะทำให้เสียสุขภาพแล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจผิดพลาดจากความเครียด การวางระบบ Take Profit คือ วิธีเคลียร์สมองให้ว่าง เมื่อวิเคราะห์กราฟเสร็จ วางแผนเข้าซื้อ ตั้งจุดทำกำไรและจุดตัดขาดทุนเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถไปใช้ชีวิตทำกิจกรรมอื่นได้อย่างสบายใจปล่อยให้ระบบอัตโนมัติทำงานไปตามกลไก
กลยุทธ์การหาจุด Take Profit อย่างมีประสิทธิภาพ
การเลือกตัวเลขเพื่อตั้งจุดทำกำไรไม่ใช่การเดาสุ่มหรือใช้ความรู้สึก แต่ต้องอ้างอิงจากหลักสถิติและพฤติกรรมราคา ต่อไปนี้คือแนวทางที่นิยมใช้กันในสากล
การใช้แนวรับแนวต้าน (Support and Resistance)
การใช้แนวรับแนวต้าน วิธีพื้นฐานที่ทรงพลังที่สุดคือนำเป้าหมายไปวางไว้บริเวณแนวต้านถัดไปสำหรับการเปิดสถานะ Buy หรือวางไว้ใกล้แนวรับถัดไปสำหรับการเปิดสถานะ Sell เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้มักจะมีแรงซื้อหรือแรงขายหนาแน่น ทำให้ราคาเกิดการชะลอตัวหรือกลับตัวได้ง่าย การวางระยะ Take Profit คือ การเผื่อระยะให้ราคาชนได้ง่ายก่อนจะเกิดการกลับตัวจริง โดยทั่วไปนิยมตั้งให้ต่ำกว่าแนวต้านเล็กน้อยเพื่อความชัวร์
การคำนวณตามอัตราส่วน Risk to Reward Ratio
หลักการบริหารหน้าตักที่สำคัญมากคืออัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน หากตั้ง Risk to Reward (R:R) ไว้ที่ 1:2 หมายความว่าถ้ายอมเสี่ยงขาดทุน 100 จุด ต้องตั้งเป้าหมายกำไรที่ 200 จุด การคำนวณระบบนี้ทำให้เห็นชัดเจนว่า การใช้ Take Profit คือ การสร้างแต้มต่อในเกมยาว เพราะต่อให้เทรดชนะแค่ 40% ของทั้งหมด พอร์ตโดยรวมก็ยังคงมีกำไรสุทธิอยู่ดี
การใช้เครื่องมือทางเทคนิค Fibonacci หรือ Indicator
เทรดเดอร์สายเทคนิคอลมักใช้ Fibonacci Extension เพื่อหาเป้าหมายราคาในอนาคต เช่น ระดับ 161.8% หรือ 261.8% หรือใช้เส้นค่าเฉลี่ย Moving Average ในการรันเทรนด์ การเลือกใช้ Indicator เข้ามาช่วยชี้เป้าหมาย Take Profit คือ การเพิ่มความน่าจะเป็นให้สูงขึ้นโดยอิงจากสูตรคำนวณทางคณิตศาสตร์ ลดความลำเอียงส่วนบุคคลออกไป
ความแตกต่างของการตั้งจุดทำกำไรในแต่ละสไตล์การเทรด
สไตล์การเทรดของแต่ละคนย่อมต้องการระยะของเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง การเลือกความเร็วและระยะทางให้เหมาะกับจริตของตัวเองจะช่วยลดความอึดอัดในการถือออเดอร์ได้
สาย Scalping และ Day Trading
เทรดเดอร์กลุ่มนี้เน้นการทำรอบไว เข้าเร็วออกเร็ว จบในวัน ระยะการตั้งเป้าหมายจึงมักจะแคบมาก โดยอิงจากกราฟไทม์เฟรมเล็ก เช่น M5 หรือ M15 เป้าหมายของการใช้ Take Profit คือ การเก็บกำไรก้อนเล็ก ๆ แต่เน้นความถี่และเปอร์เซ็นต์ความชนะที่สูง
สาย Swing Trading และ Position Trading
กลุ่มนี้จะเน้นการกินคำใหญ่ ถือออเดอร์ข้ามวันหรือข้ามสัปดาห์ โดยวิเคราะห์กราฟจากไทม์เฟรมใหญ่ เช่น H4 หรือ Day ระยะเป้าหมายจึงอยู่ไกลและต้องใช้ความอดทนสูง นิยมวางเป้าหมายตามโครงสร้างราคาขนาดใหญ่ การเข้าใจแนวทางของ Take Profit คือ การยอมปล่อยให้ราคาสวิงตัวผันผวนระหว่างทางเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายหลักที่คุ้มค่า
สัญญาณเตือนภัยเมื่อกราฟบอกให้ปิดทำกำไรก่อนถึงเป้าหมาย
มีหลายสถานการณ์ที่แผนการเดิมอาจจะต้องถูกปรับเปลี่ยนตามหน้างาน การดันทุรังรอให้ราคาไปชนเส้นที่ตั้งไว้อย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด หากมีสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้น
เกิดรูปแบบแท่งเทียนกลับตัว (Reversal Candle Patterns)
เมื่อราคาวิ่งเข้าใกล้เป้าหมายแต่ยังไม่ถึงดี แล้วดันเกิดแท่งเทียนรูปแบบปฏิเสธราคา เช่น Pin Bar, Engulfing หรือ Doji ขนาดใหญ่ในไทม์เฟรมหลัก สัญญาณนี้กำลังบอกว่าแรงส่งฝั่งเราเริ่มหมดลงแล้ว การเลือกปิดทำกำไรด้วยมือในจังหวะนี้เพื่อรักษากำไรส่วนใหญ่เอาไว้ ถือเป็นสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดที่ดี
โครงสร้างราคาเปลี่ยนกะทันหันหรือเกิดข่าวรุนแรงนอกตาราง
หากอยู่ ๆ มีข่าวนอกตารางประกาศออกมาแล้วทิศทางตรงข้ามกับออเดอร์ที่เราถืออยู่ จนทำให้โครงสร้างราคาในระยะสั้นพังลง การยกเลิกแผนเดิมแล้วกดปิดสถานะทันทีคือสิ่งจำเป็น เพราะความหมายที่แท้จริงของการตั้ง Take Profit คือ การเก็บเงินเมื่อตลาดให้ ไม่ใช่การเอาชนะตลาดในสภาวะที่ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนไป
จิตวิทยาการเทรดกับการรับมือกับอาการ ขายหมู และ ตกรถ
เรื่องที่ทำร้ายจิตใจเทรดเดอร์มากที่สุดรองจากการขาดทุน คือการเห็นออเดอร์ชนเป้าหมายไปแล้ว แต่ราคายังคงพุ่งต่อไปอีกไกลแสนไกล จนเกิดอาการเสียดายหรือที่เรียกว่า “ขายหมู” และนำไปสู่ความผิดพลาดในออเดอร์ถัดไป
ปรับ Mindset เรื่องพื้นที่ทำกำไรที่เหมาะสม
ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ไม่มีใครสามารถซื้อได้ที่จุดต่ำสุดและขายได้ที่จุดสูงสุดของตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ การที่ออเดอร์ชน Take Profit คือ ความสำเร็จตามแผนการรบที่วางไว้ เงินที่วิ่งต่อหลังจากนั้นไม่ใช่เงินของเรา การฝึกยินดีกับกำไรที่ได้มาจะช่วยรักษาพลังงานบวกและลดความเครียดในการเทรดรอบถัดไปได้
วิธีแก้ไขอาการใจสั่นแล้วรีบปิดออเดอร์ก่อนถึงเป้าหมาย
เทรดเดอร์หลายคนมีปัญหากลัวกำไรหาย พอเห็นพอร์ตเป็นสีเขียวโชว์บวกนิดหน่อยก็รีบกดปิดด้วยมือ ทั้งที่ตั้งเป้าหมายไว้ไกลกว่านั้น พฤติกรรมนี้จะทำให้ระยะยาวพอร์ตไม่โตเพราะเวลาได้กำไรได้นิดเดียว แต่เวลาขาดทุนโดนลากยาว วิธีแก้คือเมื่อตั้งจุดเสร็จแล้วให้ปิดหน้าจอทันที หรือใช้ระบบแจ้งเตือนเมื่อราคาไปถึงจุด แทนการนั่งจ้องตัวเลขเงินวิ่งขึ้นลง
เจาะลึกความสัมพันธ์ระหว่าง Take Profit กับสภาวะตลาดแต่ละรูปแบบ
การตั้งจุดทำกำไรไม่สามารถใช้สูตรเดียวกับทุกสภาวะตลาดได้ เทรดเดอร์ที่เก่งจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามหน้างานของกราฟในเวลานั้น
ตลาดช่วงไม่มีเทรนด์ (Sideway Market)
ในสภาวะที่ราคาวิ่งออกข้างแกว่งตัวในกรอบแคบ ๆ การตั้งเป้าหมาย Take Profit คือ การกำหนดไว้ที่ขอบบนหรือขอบล่างของกรอบแนวรับแนวต้านเดิมเท่านั้น ห้ามตั้งเผื่อว่าราคาจะทะลุกรอบเด็ดขาด เพราะส่วนใหญ่ราคาจะวิ่งชนขอบแล้วดีดกลับทันที
ตลาดช่วงมีเทรนด์ชัดเจน (Trending Market)
เมื่อตลาดเลือกข้างเป็นขาขึ้นหรือขาลงอย่างรุนแรง การตั้งจุดทำกำไรคงที่อาจทำให้เสียโอกาสในการทำกำไรก้อนโต กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงควรเปลี่ยนไปใช้วิธีรันเทรนด์ ขยับเส้นตาม หรือแบ่งปิดกำไรเป็นระยะเพื่อเก็บกระแสเงินสดเข้าพอร์ต
ข้อผิดพลาดในการตั้ง Take Profit ที่มือใหม่มักมองข้าม
หลายครั้งที่การตั้งจุดทำกำไรกลับกลายเป็นเครื่องมือที่ทำลายพอร์ตเสียเอง หากใช้งานด้วยความเข้าใจที่ผิดพลาด
การตั้งเป้าหมายตามความต้องการของตัวเอง ไม่ใช่อิงจากกราฟ
ความผิดพลาดอันดับหนึ่งคือ การตั้งเป้าหมายเพราะ “อยากได้เงินเท่านี้” เช่น วันนี้ต้องการกำไร 100 ดอลลาร์ เลยตั้งจุดไว้ไกลมาก โดยไม่ได้ดูเลยว่าแนวต้านของกราฟอยู่ใกล้แค่นิดเดียว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การใช้ Take Profit คือ การตั้งตามโครงสร้างราคาที่ตลาดบอก ไม่ใช่ตามใจตัวเอง
การตั้งจุดทำกำไรแคบเกินไปเพราะกลัวขาดทุน
บางคนกลัวราคาจะวิ่งกลับมาขาดทุน เลยตั้งเป้าหมายไว้ใกล้มากเพียงไม่กี่จุด ผลลัพธ์คือระบบปิดทำกำไรให้บ่อยจริง แต่เมื่อหักลบกับค่าคอมมิชชัน ค่าสเปรด หรือเวลาที่พอร์ตโดนลากตัดขาดทุน (Stop Loss) ก้อนใหญ่ กลายเป็นว่าภาพรวมพอร์ตยังคงติดลบอยู่ดี
การคำนวณเป้าหมายทำกำไรด้วยหลักคณิตศาสตร์และสถิติขั้นสูง
สำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการความแม่นยำและเป็นระบบมากขึ้น การใช้ตัวเลขทางสถิติจะช่วยให้จุดทำกำไรมีความสมเหตุสมผลสูงสุด
การใช้อินดิเคเตอร์ ATR (Average True Range) หาเป้าหมาย
ATR คือเครื่องมือวัดความผันผวนเฉลี่ยของราคาในแต่ละช่วงเวลา หากค่า ATR ของกราฟวันอยู่ที่ 500 จุด หมายความว่าในหนึ่งวันราคามีแนวโน้มวิ่งได้ประมาณนั้น การนำค่า ATR มาคำนวณร่วมกับการตั้งจุด Take Profit คือ การการันตีว่าเป้าหมายของเราอยู่ในระยะที่ราคามีแรงวิ่งไปถึงได้อย่างสมจริงในวันนั้น
การวิเคราะห์ปริมาณซื้อขายด้วย Volume Profile
การดูว่าในอดีตมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นตรงบริเวณราคาไหน จะช่วยให้เราหาจุดทำกำไรได้แม่นยำยิ่งขึ้น เนื่องจากบริเวณที่มี Volume หนาแน่นมักจะทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดราคา และเมื่อราคาไปถึงก็มักจะเกิดการพักตัว การตั้งจุดปิดออเดอร์ไว้ก่อนถึงโซน Volume หนาแน่นเล็กน้อยจึงเป็นเทคนิคที่ปิดงานได้ไวที่สุด
Checklists สำคัญก่อนกดยืนยันคำสั่งปิดทำกำไรล่วงหน้า
ก่อนที่จะปล่อยให้ออเดอร์ทำงานอัตโนมัติ ควรตรวจสอบ 3 ข้อนี้ทุกครั้งเพื่อป้องกันความผิดพลาดทางเทคนิค
- ตรวจสอบค่า Spread เผื่อไว้แล้วหรือยัง: ฝั่งซื้อและฝั่งขายใช้เส้นราคาคนละเส้นในการคิดเงิน ต้องมั่นใจว่าเผื่อระยะสเปรดเรียบร้อยแล้วเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากราฟแตะแต่ไม่ปิดออเดอร์
- เป้าหมายสอดคล้องกับตารางข่าวเศรษฐกิจไหม: หากมีข่าวแรงกำลังจะประกาศในอีกไม่กี่ชั่วโมง การตั้งจุดทำกำไรอาจต้องปรับให้กว้างขึ้นหรือแคบลงตามความรุนแรงของข่าว
- อัตราส่วน Risk to Reward คุ้มค่าหรือไม่: ย้ำถามตัวเองอีกครั้งว่า ระยะของ Take Profit คือตัวเลขที่มากกว่าระยะตัดขาดทุนแล้วจริง ๆ เพื่อให้พอร์ตเติบโตได้อย่างยั่งยืน
วิธีฝึกวินัยในการเทรด ไม่ให้ขยับเป้าหมายหนี
ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นจริงในกลุ่มเทรดเดอร์คือ ตั้งจุดเอาไว้แล้ว แต่พอราคาวิ่งเข้าใกล้จริง ๆ กลับไปกดเลื่อน Take Profit หนีออกไปไกลกว่าเดิมเพราะคิดว่าจะได้กำไรมากกว่าเดิม การกระทำแบบนี้เป็นการทำลายวินัยอย่างรุนแรงและมักจบลงด้วยการที่ราคาวิ่งมาเกือบถึงแล้วทุบกลับไปกิน Stop Loss แทน
การสร้างวินัยทำได้โดยการจดบันทึกสถิติ (Trading Journal) เพื่อให้เห็นตัวเลขชัดเจนว่า ทุกครั้งที่ทำตามแผน พอร์ตโตขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ และทุกครั้งที่แหกกฎ ขยับเป้าหมายหนี เสียหายไปเท่าไหร่ การเห็นหลักฐานความพ่ายแพ้จากน้ำมือตัวเองจะช่วยเตือนสติได้ดีที่สุด ต้องย้ำกับตัวเองเสมอว่า หน้าที่ของการตั้ง Take Profit คือ การรักษาเงินกำไรเข้ากระเป๋า ไม่ใช่การรีดไถเงินจากตลาดจนหยดสุดท้าย
เปรียบเทียบระหว่างการตั้งจุดทำกำไรคงที่ กับการใช้ Trailing Stop
การปิดทำกำไรสามารถทำได้หลายรูปแบบ บางคนชอบแบบเจาะจงตัวเลขแน่นอน แต่บางคนชอบการขยับจุดตามราคา ลองมาดูข้อแตกต่างเพื่อเลือกใช้ให้เหมาะกับสไตล์การลงทุน
| รูปแบบการทำกำไร | ข้อดี | ข้อจำกัด |
| Fixed Take Profit (จุดคงที่) | ชนเป้าหมายง่าย ได้เงินแน่นอน จบงานไว ลดความเครียด | อาจจะขายหมูหากตลาดเป็นเทรนด์ใหญ่พุ่งแรง |
| Trailing Stop (ขยับตามราคา) | มีโอกาสรันเทรนด์ยาว ได้กำไรก้อนใหญ่เมื่อตลาดเป็นใจ | ถ้าราคาสวิงแรงอาจโดนปิดออเดอร์ไว ได้กำไรน้อยลง |
การเลือกใช้คำสั่ง Take Profit คือ การเลือกความเหมาะสมกับสภาวะตลาด หากตลาดช่วงนั้นวิ่งเป็นกรอบ Sideway การใช้จุดคงที่จะทำงานได้ดีมาก แต่ถ้าตลาดเป็นเทรนด์ชัดเจนหลังช่วงประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ การใช้ระบบเลื่อนจุดตามพฤติกรรมราคาจะสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า
สำหรับใครที่สนใจเรื่องการลงทุนและอยากจะเริ่มลงทุน เทรด Forex สามารถเปิดบัญชีผ่าน GOC Prime ทางหน้าเว็บไซต์ได้เลย เพราะเรามีบริการด้านการเทรดที่ครบวงจร ด้วยจุดเด่นอย่างไม่มีค่า Swap เลเวอเรจ ที่ปรับได้ตามสไตล์การเทรดของแต่ละท่าน ค่าธรรมเนียมที่เป็นมิตรต่อทุกฝ่าย และการดูแลด้วยทีมงานคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ ให้คุณโฟกัสกับการวางกลยุทธ์ได้อย่างเต็มที่ในทุกจังหวะของตลาด
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Take Profit
1. หากไม่ตั้ง Take Profit เลยในการเทรด จะส่งผลเสียอย่างไร
การไม่ตั้งจุดทำกำไรจะทำให้แผนการลงทุนขาดความชัดเจน และเปิดโอกาสให้อารมณ์ความโลภเข้ามาครอบงำได้ง่าย มีความเสี่ยงสูงที่กราฟวิ่งไปบวกแล้ววกกลับมาติดลบ ทำให้เสียทั้งโอกาสและเงินทุนโดยไม่จำเป็น
2. ควรตั้งระยะทำกำไรห่างจากจุดซื้อกี่จุดถึงจะเหมาะสมที่สุด
ไม่มีตัวเลขตายตัวเนื่องจากขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของสินทรัพย์นั้นและความผันผวนของตลาด แต่หลักการที่ปลอดภัยคือควรกำหนดระยะให้สัมพันธ์กับอัตราส่วน Risk to Reward Ratio โดยให้ฝั่งกำไรมีระยะมากกว่าฝั่งขาดทุนเสมอ เช่น ตั้งระยะกำไรเป็น 2 เท่าของระยะ Stop Loss
3. ตลาดผันผวนรุนแรง ราคาจะกระโดดข้ามจุด Take Profit ที่ตั้งไว้ได้ไหม
เกิดขึ้นได้ในกรณีที่ตลาดเกิดช่องว่างของราคา (Gap) จากการประกาศข่าวรุนแรงหรือช่วงเปิดตลาดวันจันทร์ ระบบจะทำการจับคู่ราคาที่ใกล้เคียงที่สุดในตลาดจริงให้ ซึ่งอาจจะได้กำไรมากกว่าหรือน้อยกว่าจุดที่ตั้งไว้เล็กน้อยตามสภาพคล่อง ณ เวลานั้น
4. สามารถตั้ง Take Profit ร่วมกับการแบ่งปิดทำกำไรบางส่วนได้ไหม
ทำได้และเป็นกลยุทธ์ที่ดีมาก เรียกว่า Partial Take Profit โดยการแบ่งปิดออเดอร์ออกเป็นส่วน ๆ เช่น ปิดทำกำไรก่อนครึ่งหนึ่งเมื่อถึงเป้าหมายแรก แล้วปล่อยอีกครึ่งหนึ่งรันเทรนด์ต่อพร้อมขยับ Stop Loss มาบังทุนไว้
5. ทำไมบางครั้งราคาวิ่งไปเฉียดจุดทำกำไรแต่ระบบไม่ปิดออเดอร์ให้
สาเหตุหลักเกิดจากเรื่องของค่า Spread หรือส่วนต่างราคาซื้อและราคาขาย การปิดสถานะฝั่ง Buy จะใช้ราคา Bid ส่วนการปิดสถานะฝั่ง Sell จะใช้ราคา Ask ดังนั้นหากกราฟวิ่งไปแตะแต่เส้นราคาหลักยังไม่ข้ามเส้น Spread ออเดอร์ก็จะไม่ทำงาน จึงต้องเผื่อระยะค่าความต่างนี้ไว้เสมอ






