Nasdaq คืออะไร ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีที่นักลงทุนทั่วโลกจับตา

Nasdaq คืออะไร ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีที่นักลงทุนทั่วโลกจับตา

By 3055 | GOC Prime Research Team7 SEP, 20263 views

Nasdaq คือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกาที่ซื้อขายด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด และเป็นชื่อของดัชนีที่คำนวณจากหุ้นในตลาดนั้น โดยดัชนีที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดคือ Nasdaq Composite ที่รวมหุ้นทุกตัวในตลาด และ Nasdaq 100 ที่คัดเฉพาะบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่สุด 100 แห่ง

ทุกครั้งที่มีข่าวหุ้นเทคโนโลยีปรับตัวแรง ชื่อนี้จะโผล่ขึ้นมาเสมอ แต่หลายคนยังสับสนว่า Nasdaq คือ ตลาดหลักทรัพย์ หรือเป็นดัชนีกันแน่ คำตอบคือเป็นทั้งสองอย่าง และการแยกสองความหมายนี้ให้ออกคือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจข่าวการเงินได้ถูกต้อง

พูดให้ครบ Nasdaq คือ ตลาดหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งแรกของโลก ก่อตั้งในปี 1971 และเป็นที่จดทะเบียนของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจำนวนมาก พร้อมกันนั้นก็เป็นชื่อของกลุ่มดัชนีที่ใช้วัดผลงานของหุ้นในตลาดนั้น บทความนี้จะพาไปดูโครงสร้าง ความต่างระหว่างดัชนีแต่ละตัว การเปรียบเทียบกับ S&P 500 ช่องทางลงทุนสำหรับคนไทย และความเสี่ยงที่ควรรู้ก่อนลงเงิน

Nasdaq คือ ตลาดหลักทรัพย์แบบไหน

จุดที่ทำให้ตลาดแห่งนี้ต่างจากตลาดดั้งเดิมอย่าง NYSE คือรูปแบบการจับคู่คำสั่ง ตลาดดั้งเดิมเคยใช้ระบบที่มีผู้เชี่ยวชาญยืนอยู่บนพื้นซื้อขายคอยจับคู่คำสั่งด้วยมือ ขณะที่ Nasdaq คือ ตลาดที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์จับคู่คำสั่งทั้งหมดตั้งแต่วันแรกที่เปิดดำเนินการ

ระบบนี้อาศัยผู้ดูแลสภาพคล่องหลายรายที่แข่งกันเสนอราคาซื้อและราคาขายพร้อมกัน ผลที่ได้คือส่วนต่างราคาแคบลงและต้นทุนการซื้อขายต่ำลงสำหรับนักลงทุน ในยุคที่เริ่มต้น แนวคิดนี้ถือว่าล้ำสมัยมากจนตลาดอื่นทั่วโลกค่อย ๆ เดินตามในเวลาต่อมา

อีกจุดที่สำคัญคือเกณฑ์การรับหลักทรัพย์ที่ยืดหยุ่นกว่าตลาดดั้งเดิมในยุคนั้น ทำให้บริษัทเทคโนโลยีที่ยังไม่ทำกำไรแต่มีศักยภาพเติบโตสูงเลือกมาจดทะเบียนที่นี่ ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน

ดัชนีในตระกูลนี้มีอะไรบ้าง

เมื่อสื่อพูดถึงตัวเลขดัชนี Nasdaq คือ ชื่อที่อาจหมายถึงดัชนีคนละตัวกัน จึงควรแยกให้ออก

Nasdaq Composite

รวมหลักทรัพย์เกือบทั้งหมดที่จดทะเบียนในตลาดแห่งนี้ ซึ่งมีจำนวนหลายพันตัว ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด ใช้เป็นตัวแทนภาพรวมของตลาด เวลาข่าวบอกว่าดัชนีปรับตัวขึ้นหรือลง ส่วนใหญ่หมายถึงตัวนี้

Nasdaq 100

คัดเฉพาะบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงินซึ่งมีมูลค่าตลาดสูงสุด 100 แห่ง ใช้ระบบถ่วงน้ำหนักแบบปรับเพดานเพื่อไม่ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งมีอิทธิพลมากเกินไป ดัชนีตัวนี้เป็นที่นิยมที่สุดสำหรับการลงทุนผ่าน ETF และการเทรดผ่านฟิวเจอร์สหรือ CFD

ดัชนีย่อยรายอุตสาหกรรม

มีดัชนีเฉพาะกลุ่มอีกหลายตัว เช่น กลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพและกลุ่มธนาคาร ใช้สำหรับวิเคราะห์เชิงลึกในอุตสาหกรรมนั้น ๆ มากกว่าใช้เป็นเป้าหมายการลงทุนโดยตรง

การรู้ว่ากำลังพูดถึงดัชนีตัวไหนสำคัญมาก เพราะผลตอบแทนของ Composite กับ 100 ต่างกันได้หลายเปอร์เซ็นต์ในปีเดียวกัน เนื่องจากตัวหลังกระจุกตัวในบริษัทขนาดใหญ่มากกว่า

Nasdaq คือ อะไรเมื่อเทียบกับ S&P 500 และ Dow Jones

หัวข้อ

Nasdaq 100

S&P 500

Dow Jones

จำนวนบริษัท

100

ประมาณ 500

30

กลุ่มการเงิน

ไม่รวม

รวม

รวม

สัดส่วนหุ้นเทคโนโลยี

สูงมาก

ปานกลางถึงสูง

ปานกลาง

วิธีถ่วงน้ำหนัก

มูลค่าตลาดแบบปรับเพดาน

มูลค่าตลาดปรับ free float

ราคาหุ้น

เกณฑ์ต้องมีกำไร

ไม่บังคับ

ต้องมี

ไม่กำหนดชัด

ความผันผวน

สูงที่สุดในสาม

ปานกลาง

ปานกลาง

อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย

สูงมาก

ปานกลาง

ปานกลาง

สรุปเชิงใช้งาน ถ้าต้องการภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้ดู S&P 500 แต่ถ้าต้องการวัดอารมณ์ของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นเติบโตและเทคโนโลยี ดัชนีในตระกูลนี้ตอบโจทย์กว่ามาก เพราะปฏิกิริยาต่อข่าวดอกเบี้ยและข่าวเทคโนโลยีจะเห็นชัดที่สุด

ทำไมดัชนีนี้ถึงอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยเป็นพิเศษ

คนที่ติดตามตลาดจะสังเกตว่า Nasdaq คือ ดัชนีที่ตอบสนองต่อข่าวดอกเบี้ยรุนแรงกว่าตัวอื่น เหตุผลอยู่ที่ลักษณะของบริษัทที่อยู่ในดัชนี บริษัทเทคโนโลยีและบริษัทเติบโตส่วนใหญ่มีกำไรก้อนใหญ่อยู่ในอนาคตมากกว่าปัจจุบัน การประเมินมูลค่าจึงต้องนำกระแสเงินสดในอนาคตมาคิดลดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน

เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น อัตราคิดลดสูงขึ้นตาม ทำให้มูลค่าปัจจุบันของกำไรที่จะเกิดในอีกสิบปีข้างหน้าลดลงมากกว่ากำไรที่จะเกิดปีหน้า ผลคือหุ้นเติบโตถูกกดดันหนักกว่าหุ้นที่มีกำไรมั่นคงในปัจจุบัน

นี่คือเหตุผลที่ในรอบดอกเบี้ยขาขึ้น ดัชนีนี้มักปรับตัวลงแรงกว่าดัชนีอื่น และในรอบดอกเบี้ยขาลงก็มักฟื้นตัวแรงกว่าเช่นกัน นักลงทุนที่เข้าใจกลไกนี้จะไม่แปลกใจกับความเหวี่ยงที่เกิดขึ้น และวางแผนขนาดการลงทุนได้เหมาะสมกว่า

ช่องทางลงทุนสำหรับนักลงทุนไทย

ข่าวดีคือการเข้าถึง Nasdaq คือ เรื่องที่ทำได้หลายทางในปัจจุบัน

  1. กองทุนรวมไทยที่ลงทุนในดัชนีนี้ ซื้อผ่านแอปธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เริ่มต้นด้วยเงินหลักร้อยบาท สะดวกที่สุดและมีทั้งแบบป้องกันความเสี่ยงค่าเงินและไม่ป้องกัน

  2. ETF ในตลาดสหรัฐฯ ซื้อขายผ่านบัญชีลงทุนต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมการจัดการต่ำมาก แต่ต้องพิจารณาภาษีเงินปันผลและค่าแลกเปลี่ยนเงิน

  3. CFD ที่อ้างอิงดัชนี เทรดผ่านโบรกเกอร์ Forex และ CFD ใช้เงินประกันแทนเงินเต็มจำนวน เปิดสถานะได้ทั้งสองทิศทาง เหมาะกับการเทรดตามรอบระยะสั้น

  4. ฟิวเจอร์สดัชนี มีสภาพคล่องสูงมากและซื้อขายได้เกือบตลอดวัน แต่ต้องเข้าใจเรื่องขนาดสัญญาและวันหมดอายุ เหมาะกับผู้มีประสบการณ์

  5. ซื้อหุ้นรายตัวในดัชนี เลือกเฉพาะบริษัทที่เราศึกษาแล้ว วิธีนี้ให้อิสระสูงสุดแต่ต้องรับความเสี่ยงเฉพาะตัวบริษัทเต็ม ๆ

แต่ละช่องทางมีต้นทุนและระดับความซับซ้อนต่างกัน คนที่เพิ่งเริ่มควรเลือกสองข้อแรกก่อน แล้วค่อยขยับไปเครื่องมือที่มีเลเวอเรจเมื่อเข้าใจการบริหารความเสี่ยงดีแล้ว

ข้อดีและความเสี่ยงของการลงทุนในดัชนีนี้

ข้อดี

  • ได้สัมผัสกับบริษัทที่อยู่แนวหน้าของนวัตกรรมโลกในธุรกรรมเดียว

  • ผลตอบแทนในรอบหลายปีที่ผ่านมาสูงกว่าดัชนีตลาดโดยรวมอย่างชัดเจน

  • สภาพคล่องสูงมากทั้งใน ETF ฟิวเจอร์ส และ CFD

  • มีเครื่องมือให้เลือกหลากหลายตามขนาดเงินทุนและระยะเวลาลงทุน

ความเสี่ยง

  • กระจุกตัวสูงมาก บริษัทใหญ่ไม่กี่แห่งมีน้ำหนักรวมกันเกินครึ่งของดัชนี

  • ความผันผวนสูงกว่าดัชนีตลาดโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

  • อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยและนโยบายการเงินเป็นพิเศษ

  • ความเสี่ยงด้านมูลค่า เมื่อราคาสะท้อนความคาดหวังการเติบโตไว้สูงแล้ว ข่าวที่ต่ำกว่าคาดเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ราคาปรับลงแรงได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อแรกคือ สับสนระหว่างตลาดกับดัชนี ทำให้อ่านข่าวผิดความหมาย เช่น เข้าใจว่าบริษัทหนึ่งอยู่ในดัชนี 100 ทั้งที่จริงเพียงจดทะเบียนในตลาดเท่านั้น

ข้อที่สองคือ คิดว่าลงทุนในดัชนีนี้แล้วกระจายความเสี่ยงเพียงพอ ทั้งที่การกระจุกตัวในหุ้นไม่กี่ตัวสูงมาก ควรใช้เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต ไม่ใช่ทั้งพอร์ต

ข้อที่สามคือ ไล่ซื้อตามผลตอบแทนย้อนหลัง โดยเข้าซื้อหลังจากดัชนีปรับขึ้นมาแรงแล้ว ซึ่งเป็นจังหวะที่ความคาดหวังถูกสะท้อนในราคาไปมากแล้ว ข้อที่สี่คือ ใช้เครื่องมือที่มีเลเวอเรจกับเป้าหมายลงทุนระยะยาว ทำให้ต้นทุนการถือข้ามคืนกัดกินผลตอบแทนไปเรื่อย ๆ

ข้อสุดท้ายคือ มองข้ามผลของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งบางปีมีผลต่อผลตอบแทนสุทธิในสกุลบาทมากกว่าการเคลื่อนไหวของดัชนีเสียอีก

Nasdaq เหมาะกับใคร และนำไปใช้อย่างไร

การลงทุนใน Nasdaq คือ ทางเลือกที่เหมาะกับคนที่เชื่อในแนวโน้มการเติบโตของเทคโนโลยีในระยะยาว รับความผันผวนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดได้ และมีระยะเวลาลงทุนอย่างน้อยห้าปีขึ้นไป ส่วนคนที่ต้องการความมั่นคงของมูลค่าพอร์ตหรือใกล้ถึงเวลาใช้เงิน ควรให้น้ำหนักกับดัชนีตลาดโดยรวมมากกว่า

วิธีนำไปใช้ที่สมดุลคือใช้เป็นส่วนเสริมของพอร์ตแทนที่จะเป็นแกนหลัก เช่น กำหนดให้เป็นสิบถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของส่วนที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ แล้วให้ดัชนีตลาดโดยรวมเป็นแกน วิธีนี้ทำให้ได้ประโยชน์จากการเติบโตของกลุ่มเทคโนโลยีโดยไม่ต้องแบกความผันผวนทั้งหมดไว้คนเดียว

สำหรับคนที่ต้องการเทรดตามรอบสั้น ควรแยกเงินส่วนนั้นออกจากเงินลงทุนระยะยาวอย่างชัดเจน กำหนดขนาดสถานะจากความเสี่ยงที่รับได้ต่อครั้ง และตั้งจุดตัดขาดทุนทุกครั้งโดยไม่มีข้อยกเว้น

สรุปเกี่ยวกับ Nasdaq

Nasdaq คือ ทั้งตลาดหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ และชื่อของกลุ่มดัชนีที่คำนวณจากหุ้นในตลาดนั้น โดย Composite ใช้วัดภาพรวมทั้งตลาด ส่วน 100 คัดเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน จุดเด่นคือการรวมบริษัทนวัตกรรมชั้นนำของโลกไว้ด้วยกัน จุดที่ต้องระวังคือการกระจุกตัวสูงและความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เมื่อเข้าใจว่า Nasdaq คือ อะไรและเคลื่อนไหวด้วยแรงขับอะไร เราจะเลือกช่องทางและขนาดการลงทุนได้เหมาะกับความเสี่ยงที่ตัวเองรับไหว

สำหรับใครที่สนใจการลงทุนและอยากเริ่มต้นเทรด Forex หรือดัชนีต่างประเทศอย่างจริงจัง สามารถเปิดบัญชีกับ Morroc Prime ได้ที่หน้าเว็บไซต์ เป็นโบรกเกอร์ Forex และ CFD ระดับสากลที่ดำเนินงานภายใต้หลักการเดียวกับสถาบันการเงินชั้นนำ ผสานนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการเงินเข้ากับมาตรฐานการดูแลลูกค้า มอบประสบการณ์ซื้อขายที่มั่นคง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพสูง ประมวลผลคำสั่งรวดเร็วในเสี้ยววินาที สเปรดต่ำสุดเริ่มต้นเพียง 0.0 พร้อม Leverage สูงสุด 1:500

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. Nasdaq คือ ตลาดหรือดัชนีกันแน่

เป็นทั้งสองอย่าง Nasdaq คือ ตลาดหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ ที่บริษัทหลายพันแห่งจดทะเบียนอยู่ และในเวลาเดียวกันก็เป็นชื่อของดัชนีที่คำนวณจากหุ้นในตลาดนั้น เช่น Nasdaq Composite และ Nasdaq 100

2. Composite กับ 100 ต่างกันอย่างไร

Composite รวมหลักทรัพย์เกือบทั้งหมดในตลาดซึ่งมีหลายพันตัว ส่วน 100 คัดเฉพาะบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงินซึ่งมีมูลค่าตลาดสูงสุดหนึ่งร้อยแห่ง จึงกระจุกตัวมากกว่าและเป็นตัวที่ใช้อ้างอิงสำหรับ ETF และการเทรดมากกว่า

3. คนไทยลงทุนในดัชนีนี้ได้ทางไหน

ทำได้ผ่านกองทุนรวมไทยที่ลงทุนต่างประเทศ ผ่าน ETF ในตลาดสหรัฐฯ ด้วยบัญชีลงทุนต่างประเทศ หรือผ่าน CFD และฟิวเจอร์สที่อ้างอิงดัชนี ซึ่งเหมาะกับการเทรดระยะสั้นมากกว่าการลงทุนสะสมระยะยาว

4. ทำไมดัชนีนี้ถึงผันผวนมากกว่าดัชนีอื่น

เพราะประกอบด้วยบริษัทเติบโตและเทคโนโลยีเป็นหลัก ซึ่งมูลค่าขึ้นอยู่กับกำไรในอนาคตมากกว่ากำไรปัจจุบัน จึงอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยและความคาดหวังของตลาดสูงกว่า อีกทั้งยังกระจุกตัวในบริษัทขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง

5. ควรลงทุนในดัชนีนี้สัดส่วนเท่าไรของพอร์ต

สำหรับคนส่วนใหญ่ควรใช้เป็นส่วนเสริมมากกว่าแกนหลัก เช่น สิบถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของส่วนที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเติบโตของกลุ่มเทคโนโลยีโดยไม่แบกความผันผวนทั้งหมดไว้ในพอร์ตเดียว

Tags: