ถ้าคุณเริ่มเรียนเกี่ยวกับ Technical Analysis ในตลาด Forex ได้ไม่นาน คุณจะเห็น Tool ตัวหนึ่งผ่านตาอยู่บ่อยๆ นั้นคือ Stochastic ด้วยเหตุผลที่หน้าตาของเครื่องมือดูไม่ซับซ้อนและใช้งานง่าย หลายคนจึงนิยมใช้งานมัน แต่ความจริงแล้วหลายคนใช้ผิดตั้งแต่แรกเลยต่างหาก เช่น เห็นเส้นขึ้นไปที่ 80 แล้วรีบ Sell เลยทันที หรือพอเห็นเส้นตกไปต่ำกว่า 20 แล้วก็รีบ Buy ทั้งที่ตลาดอาจกำลังวิ่งตามเทรนด์อยู่
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเทรด Forex และกำลังลองใช้ Indicator หลายๆตัวในแพลตฟอร์มอย่าง MT4 หรือ MT5 คำว่า Stochastic Oscillator อาจดูไกลตัว แต่จริงๆมันใกล้ตัวมากกว่าที่คิด เพราะสิ่งนี้คือ Indicator รูปแบบหนึ่ง ที่ช่วยให้เราอ่านกราฟได้เป็นระบบและเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น เพราะมันช่วยให้เห็น “แรงเหวี่ยงของราคา” ว่าตอนนี้ตลาดกำลังปิดใกล้ขอบบนหรือขอบล่างของช่วงราคาที่ผ่านมานั้นเอง
ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจ Stochastic ว่ามันคืออะไรและทำอะไรได้บ้างกับกราฟ Fore x
ประวัติและแนวคิดของ Stochastic Oscillator
Stochastic Oscillator เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ถูกสร้างและทำให้เป็นที่รู้จักโดย George Lane โดยแนวคิดหลักคือ ในช่วงที่ตลาดมีแรงซื้อดี ราคาปิดมักอยู่ใกล้ระดับสูงสุดของช่วงราคาล่าสุด ส่วนในช่วงที่ตลาดมีแรงขายเด่น ราคาปิดมักอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดของช่วงราคาล่าสุด
โดย Stochastic คือเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้วัด Momentum ของราคา โดยดูว่าราคาปิดอยู่ใกล้จุดสูงสุดหรือต่ำสุดของกรอบราคา นิยมใช้เพื่อหาโซน Overbought หรือ Oversold และจังหวะกลับตัว โดยเฉพาะในตลาด Forex ที่มีความผันผวนสูงกว่าตลาดอื่นๆ
พูดง่ายๆคือ Stochastic คืออินดิเคเตอร์กลุ่ม Momentum Oscillator ที่ใช้ดูว่าราคาปิดล่าสุดอยู่ตรงไหนโดยเทียบกับกรอบราคาสูงสุดและต่ำสุดในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 14 แท่งย้อนหลัง ถ้าราคาปิดอยู่ใกล้จุดสูงสุดของกรอบ ค่า Stochastic มักอยู่สูง แต่ถ้าราคาปิดอยู่ใกล้จุดต่ำสุดของกรอบ ค่า Stochastic มักอยู่ต่ำ
จุดเด่นของ Stochastic คือ มันไม่ได้บอกแค่ว่าราคาขึ้นหรือลงเพียงอย่างเดียว แต่ช่วยบอกตำแหน่งของราคาที่ปิดล่าสุด ซึ่งบางครั้งเราอาจเห็นจุดที่อ่อนที่สุดจากการดูแท่งเทียนเพียงอย่างเดียว
หลักการทำงานของ Stochastic Oscillator
กลไกการทำงาน stochastic คือเปรียบเทียบราคาปิดล่าสุดกับช่วงราคาสูงและต่ำในช่วงเวลาที่กำหนด โดยมีสูตรคำนวณพื้นฐานของเส้น %K คือ
“%K = [(ราคาปิดล่าสุด – ราคาต่ำสุดในช่วงที่กำหนด) / (ราคาสูงสุดในช่วงที่กำหนด – ราคาต่ำสุดในช่วงที่กำหนด)] x 100”
ส่วน %D คือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของ %K เพื่อทำให้เส้นเรียบขึ้นและใช้ดูสัญญาณตัดกัน
โดยค่าที่คำนวณออกมาได้จะอยู่ที่ราวๆ 0-100 โดยจะนิยมตั้งค่าเริ่มต้นไว้ที่ 14,3,3 หรือค่าที่ใกล้เคียงกว่านั้น ขึ้นอยู่กับ Platform และสไตล์การเทรดของแต่ละคน
โดยการตั้งค่าไว้สั้นๆจะทำให้อินดิเคเตอร์ไวขึ้น แต่ก็ทำให้เจอสัญญาณหลอกไวขึ้นเหมือนกัน ส่วนการตั้งค่าให้ยาวจะทำให้สัญญาณนั้นช้าลง แต่ที่ได้กลับมาคือการกรองความผันผวนที่ดีขึ้น
สมมติว่า ราคาปิดล่าสุดอยู่เกือบสูงสุดของกรอบ 14 แท่ง ค่า %K อาจขึ้นไปแถว 80-90 แต่ถ้าราคาปิดอยู่ใกล้ต่ำสุดของกรอบ ราคาอาจลงมาแถว 10-20 การอ่านค่าแบบนี้ช่วยให้เห็นภาพว่าตลาดกำลังมีแรงซื้อหรือแรงขายเด่นกว่ากันในช่วงเวลานั้น นั้นเอง
Stochastic ใช้กับ Forex อย่างไรให้ดีที่สุด
ในโลกของ Forex Stochastic คือ Tool แบบหนึ่งที่ใช้หาจังหวะเข้าออกในช่วงที่ราคากำลังแกว่งตัว เพราะคู่เงินหลายๆคู่จะไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรงตลอดเวลา แต่ก็จะมีช่วงพัก ช่วงรีบาวด์ และช่วงที่แกว่งอยู่บ่อยๆเหมือนกัน โดย Stochastic จะใช้ได้อยู่ 4 แบบด้วยกันดังนี้
ดูจุดกลับตัวในตลาด Sideway
เมื่อราคาวิ่งอยู่ในกรอบชัดเจนและมี แนวรับ แนวต้าน ที่เห็นได้ง่าย Stochastic จะช่วยให้เราดูจังหวะใกล้กรอบได้ดียิ่งขึ้น เช่น ตอนราคาลงมาใกล้แนวรับ และเส้นอยู่ต่ำกว่า 20 ก่อนตัดขึ้น อาจเป็นจุดให้รอ Buy แต่ทั้งนี้ต้องมีแท่งเทียนยืนยัน เช่น Pin Bar, Engulfing หรือราคายืนเหนือแนวรับได้ เป็นต้น
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ถ้าราคากลับขึ้นไปใกล้แนวต้าน และเส้นอยู่เหนือ 80 ก่อนตัดลง อาจเป็นจุดให้รอ Sell ได้ แต่ควรรอให้ราคาปฎิเสธแนวต้านก่อน ไม่ใช่เพราะเส้นแตะ 80
หาจังหวะเข้าเทรดตามเทรนด์
Stochastic เป็นเครื่องมือที่ใช้ตามเทรนด์ได้ดีมากๆอันหนึ่ง ยิ่งเรารู้ทิศทางของตลาดว่าเป็นยังไง มันจะมีประสิทธิภาพของมันก็จะแสดงออกมาให้เห็นเยอะขึ้น
เช่น ถ้า CHF/USD อยู่ในช่วง Uptrend ชัดเจน ราคาทำสถิติ High ต่อเนื่อง เราอาจไม่ต้องรีบ Sell เมื่อเส้นขึ้นเหนือ 80 แต่จะรอให้ราคาค่อยๆย่อลง และรอให้ Stochastic ลงมาแถวโซนต่ำ จากนั้นค่อยดูสัญญาณตัดขึ้นเพื่อหาจังหวะ Buy ตามเทรนด์
แนวคิดนี้คือ ช่วงขาขึ้นให้สนใจสัญญาณซื้อหลังราคาย่อ ส่วนในช่วงขาลงให้สนใจขายหลังราคาเด้ง วิธีการนี้จะช่วยลดโอกาสเทรนด์สวนแรงๆ ซึ่งเป็นปัญหายอดฮิตที่ทำให้มือใหม่ขาดทุนอยู่เป็นประจำนั้นเอง
ใช้ร่วมกับแนวรับแนวต้าน
อินดิเคเตอร์ที่น่าเชื่อถือมักเกิดใกล้โซนราคาสำคัญ เช่น แนวรับ แนวต้าน,Supply Demand หรือกรอบราคาเดิม เป็นต้น เพราะในตลาด Forex ยังมีผู้เล่นอีกหลายคนที่มองระดับราคาเหล่านี้เหมือนกัน
ถ้าเกิดมีเส้นตัดขึ้นจากโซน Oversold แต่ราคายังอยู่กลางกราฟ ไม่มีแนวรับ ไม่มีโครงสร้างราคา และไม่มีแท่งเทียนยืนยัน อาจเป็นการบอกว่าสัญญาณนั้นอาจมีคุณภาพต่ำ ในทางกลับกันถ้าสัญญาณนั้นเกิดใกล้แนวรับจุดสำคัญ โอกาสที่ราคาจะตอบสนองก็อาจดูน่าสนใจกว่า
เช็ค Divergence
Divergence คือสัญญาณที่ราคาและอินดิเคเตอร์ไม่ได้ไปทางเดียวกัน เช่น ราคาทำ Low ใหม่ต่ำกว่าเดิม แต่ Stochastic ทำ Low สูงขึ้น แบบนี้เรียกว่า Bullish Divergence อาจบอกว่าแรงขายเริ่มอ่อนลง
หรือในอีกมุมหนึ่งคือ ราคาทำ High สูงกว่าเดิม แต่ Stochastic ทำ High ต่ำลง จะเรียกมุมนี้ว่า Bearish Divergence เป็นสัญญาณบอกว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนลง
ดังนั้น Divergence คือสัญญาณเตือนให้เริ่มระวังว่า ราคากำลังจะเริ่มกลับตัว โดยเฉพาะเมื่อเกิดใกล้แนวรับ แนวต้านหรือหลังจากราคาวิ่งมาไกลแล้ว
ตัวอย่างสถานการณ์ใช้งานคู่ Forex
สมมติว่าคู่เงิน USD/GBP ราคาอยู่ในกรอบ 1.2600-1.2750 มาหลายวัน แล้วราคาเด้งจาก 1.2600 หลายครั้งและไม่ผ่าน 1.2750 หลายรอบ แบบนี้ตลาดจะมีลักษณะ Sideway ที่ชัดเจน
แต่ถ้าเมื่อไรก็ตาม ถ้าราคาลงมาใกล้ 1.2600 แล้ว Stochastic ต่ำกว่า 20 จากนั้น %K ตัดขึ้นเหนือ %D พร้อมแท่งเทียนกลับตัว ทำให้เทรดเดอร์อาจมองเป็นโซนรอ Buy โดยวาง Stop loss ไว้ใต้แนวรับเล็กน้อย และตั้งเป้าหมายใกล้กลางกรอบหรือแนวต้านบน
แต่ถ้าคู่เงินเดียวกันหลุดจาก 1.2600 ลงไปแรงๆ พร้อมข่าวเศรษฐกิจ การเห็น Stochastic ต่ำกว่า 20 ไม่ควรรีบ Buy ทันที เพราะหากราคากำลังจะ Breakout ลง สัญญาณ Oversold ในสถานการณ์นี้อาจเป็นเพียงการยืนยันว่าแรงขายกำลังจะแรง แต่ไม่ใช่สัญญาณกลับตัว
เพราะฉะนั้นเหตุผลที่ต้องเข้าใจบริบทสำคัญๆ อินดิเคเตอร์เดียวกัน Stat เดียวกัน แต่ความหมายอาจต่างกันก็ได้
เปรียบเทียบ Stochastic กับ RSI ให้เห็นภาพ
Stochastic และ RSI เป็นอินดิเคเตอร์สาย Oscillator เหมือนกัน แต่ทั้งสองอย่างมีแนวคิดและวิธีการที่ต่างกัน โดย RSI จะวัดความเร็วและขนาดของการเปลี่ยนแปลงราคา ส่วน Stochastic วัดตำแหน่งราคาปิดเมื่อเทียบกับกรอบ High-low ในช่วงเวลาที่กำหนด
พูดง่ายๆคือ RSI เหมือนการดูความแรงขึ้นลงของราคาและ Stochastic เหมือนการดูราคาปิดอยู่ใกล้ขอบบนหรือขอบล่างของสนามมากแค่ไหน
ทั้งสอง Indicator ต่างมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง RSI ใช้เพื่อดูภาพรวม Momentum และใช้ Stochastic เพื่อจับจังหวะเข้าออกที่ละเอียดขึ้น แต่ก็ไม่ควรใส่อินดิเคเตอร์เยอะเกินไปจนล้น Interface เพราะจะทำให้กราฟดูรก อ่านทิศทางลำบาก และอาจทำให้การตัดสินใจมีปัญหามากกว่าเดิม
สรุป Stochastic ใช้ยังไงให้ไม่หลงทางไปไกล
ถ้าจะให้สรุปคือ Stochastic คือเครื่องมือช่วยอ่าน Momentum และตำแหน่งราคาปิดในกรอบราคาย้อนหลัง ไม่ใช่เครื่องมือทำนายอนาคตที่แม่นยำ จุดแข็งของ Stochastic คือช่วยให้เห็นจังหวะที่ราคาเริ่มตึงหรือเริ่มเสียแรง ยิ่งกลับตลาด Forex ที่มันผันผวนกัน
วิธีใช้ที่ปลอดภัยคือดูเทรนด์ก่อน โดยใช้แนวรับ แนวต้านประกอบ รอสัญญาณยืนยันจากราคาและวางแผนความเสี่ยงทุกครั้ง อย่าใช้เพียงเพราะเห็นค่าเหนือ 80 หรือต่ำกว่า 20 เพราะในตลาดจริงราคาสามารถพุ่งไปได้อีก
สำหรับมือใหม่ Stochastic คืออินดิเคเตอร์ที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการอ่าน Momentum แต่ต้องฝึกใช้อย่างมีวินัย ไม่ตั้งค่ามั่วซั่ว ไม่เข้าออเดอร์ถี่ยับ และสำคัญที่สุดคือเอาตัวรอดในตลาดให้ได้ย่อมดีที่สุดและดีกว่าการหาสัญญาณเข้าทำสุดสวยนั่นเอง
และสำหรับใครที่สนใจเรื่องการลงทุนและอยากจะเริ่มลงทุน เทรด Forex สามารถเปิดบัญชีผ่าน GOC Prime ทางหน้าเว็บไซต์ได้เลย เพราะเรามีบริการด้านการเทรดที่ครบวงจร ด้วยจุดเด่นอย่างไม่มีค่า Swap เลเวอเรจ ที่ปรับได้ตามสไตล์การเทรดของแต่ละท่าน ค่าธรรมเนียมที่เป็นมิตรต่อทุกฝ่าย และการดูแลด้วยทีมงานคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ ให้คุณโฟกัสกับการวางกลยุทธ์ได้อย่างเต็มที่ในทุกจังหวะของตลาด
FAQ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Stochastic
ใช้ Stochastic ตัวเดียวพอไหม
การใช้ Stochastic ตัวเดียวในการตัดสินใจทั้งหมดเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เพราะอาจทำให้พอร์ตมีปัญหาได้ ดังนั้นควรใช้ รวมกับ Price Action,แนวรับ แนวต้าน รวมถึงต้องเช็ค ข่าวสารต่างๆ และมีการบริหารความเสี่ยงที่ดีอีกด้วย
ใช้กับ Timeframe ไหนดีที่สุด
ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเทรดเดอร์สายไหน ถ้าเป็นสาย Scalper M5-M15 อาจจะเหมาะกับคุณ แต่ถ้าเป็นสาย Day trade H1-H4 อาจจะเหมาะกว่า แต่ถ้าคุณเป็นสาย Swing Trader ก็อาจประยุกต์ Timeframe ให้เข้ากับวันนั้น ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือก Timeframe ให้เหมาะกับสไตล์การเทรดของคุณที่สุด
ควรใช้ Stochastic ค่า Settings เท่าไร
Stochastic มีค่า Settings ที่หลากหลาย โดยตัวเลขที่คนนิยมคือ 14, 3, 3 อย่างไรก็ตามเทรดเดอร์สามารถ Settings ตัวเลขแบบอื่นๆนอกเหนือจากนี้ได้ โดยถ้าอยากให้ไวขึ้นให้ลดค่าตัวเลขลง แต่ก็อาจจะเจอสัญญาณหลอกมากขึ้น แต่ถ้าอยากให้สัญญาณดูเรียบง่ายขึ้นอาจเพิ่มค่าตัวเลขนี้ได้ แต่สัญญาณก็อาจจะช้าลงกว่าเดิม
Stochastic ใช้กับ Forex ได้ไหม
Stochastic ค่อนข้างได้รับความนิยมในหมู่เทรดเดอร์ Forex เพราะสามารถใช้ดูจังหวะย่อของเทรนด์ หรือการเทรดในกรอบ Sideway ได้ โดยควรใช้ร่วมกับแนวรับ แนวต้าน และ การจัดการความเสี่ยงที่ดี
Stochastic เหมาะกับมือใหม่ไหม
Stochastic ถือเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมกับมือใหม่มากๆ เพราะทำให้อ่านกราฟง่ายและช่วยให้เข้าใจเรื่องของ Momentum ได้ง่ายขึ้น แต่ก็มีข้อควรระวังอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องของ False Signal ในช่วงที่ตลาดกำลังผันผวนอย่างรุนแรง





