
Position Sizing คืออะไร? วิธีกำหนดขนาดสถานะให้เหมาะกับพอร์ต
Position Sizing คือกระบวนการเลือกว่าแต่ละดีลควรถือสถานะใหญ่แค่ไหนภายใต้งบความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ต่างจากการเลือก Lot แบบสุ่ม ซึ่งอาจทำให้ดีลเดียวกระทบทั้งพอร์ต ผู้เริ่มต้นควรรู้พื้นฐาน Lot คืออะไร ก่อนนำจำนวน Lot ไปเชื่อมกับเงินที่ยอมเสียและจุด Stop Loss
คำตอบสั้น: Position Sizing คืออะไร?
เป็นการกำหนดจำนวนหน่วยหรือ Lot ก่อนเปิดซื้อขาย โดยนำเงินทุน เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง และระยะจาก Entry ถึง Stop Loss มาคิดร่วมกัน เป้าหมายคือให้ความเสี่ยงของแต่ละสถานะสอดคล้องกับแผนพอร์ต ไม่ใช่เปิด Lot เท่ากันทุกครั้ง
ทำไม Position Sizing จึงสำคัญกว่าการเลือก Lot ตามความรู้สึก?

กราฟเดียวกันอาจเหมาะกับ Stop Loss ต่างกันในแต่ละวัน หากใช้ Lot คงที่เมื่อ Stop Loss กว้างขึ้น ความเสียหายเมื่อราคาชนจุดตัดขาดทุนจะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
ตัวอย่างสถานะ EUR/USD ขนาด 0.10 Lot บัญชี USD มีมูลค่าประมาณ 1 USD ต่อ Pip เมื่อ Stop Loss 20 Pips ความเสี่ยงด้านราคาเท่ากับประมาณ 20 USD แต่ Stop Loss 60 Pips จะเสี่ยงประมาณ 60 USD ทั้งที่จำนวน Lot ไม่เปลี่ยน
หลัก Position Sizing จึงย้อนลำดับการตัดสินใจใหม่ โดยกำหนดว่ารับขาดทุนได้เท่าไร หาจุดที่สมมติฐานเทรดผิด แล้วจึงหาขนาดออร์เดอร์ที่สอดคล้องกัน
สูตร Position Sizing ที่ควรรู้
สูตรทั่วไปมีสองส่วนคือ
Risk Budget = Equity × เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่กำหนด
Lot = Risk Budget ÷ (Stop Loss เป็น Pips × Pip Value ต่อ 1 Lot)
หากสกุลเงินบัญชีต่างจาก Pip Value ต้องแปลงค่าก่อน และถ้าเทรดทองให้ใช้ระยะราคาและ Contract Size ของทอง
แนวทางของ CME Group เรื่อง Proper Position Size เน้นการระบุ Stop Loss และจำนวนเงินที่ยอมเสี่ยงก่อนหาขนาดสถานะ ซึ่งเป็นหลักการวางแผนความเสี่ยงทั่วไป
สำหรับหลายบัญชี Equity เหมาะจะใช้เป็นฐานเมื่อมีตำแหน่งค้าง เพราะสะท้อนกำไรขาดทุนลอยตัว แต่ต้องคำนึงถึง Margin และความเสี่ยงรวมของออร์เดอร์เดิม ไม่ใช่ดูยอดเงินอย่างเดียว
ตัวอย่าง Position Sizing พอร์ต 10,000 บาท

สมมติผู้เทรดมี Equity 10,000 บาท เลือกเสี่ยงต่อดีล 1% จึงมี Risk Budget 100 บาท ใช้ EUR/USD บัญชีเป็นเงินบาท และสมมติ USD/THB = 35 บาทต่อดอลลาร์
หาก 1 Standard Lot มี Pip Value 10 USD หรือ 350 บาทต่อ Pip และ Stop Loss อยู่ห่าง 20 Pips สูตรจะเป็น
Lot = 100 ÷ (20 × 350) = 0.0143 Lot โดยประมาณ
แต่ถ้า Volume Step คือ 0.01 Lot ควรปัดลงเป็น 0.01 Lot ทำให้ความเสี่ยงจากราคาเท่ากับ 20 × 350 × 0.01 = 70 บาท ก่อนต้นทุน
การปัดขึ้นเป็น 0.02 Lot จะทำให้เสี่ยงประมาณ 140 บาท ซึ่งเกินงบ 100 บาท แม้ตัวเลข 0.02 ดูเล็กมากก็ตาม หากขั้นต่ำของแพลตฟอร์มสูงเกินแผน ควรข้ามดีลหรือเลือกสัญญาที่รองรับขนาดเล็กกว่า
ตัวอย่าง Position Sizing พอร์ต 100,000 บาท
ใช้ EUR/USD, USD/THB 35 และ Stop Loss 20 Pips เหมือนพอร์ตแรก โดยสมมติ Volume Step 0.01 Lot จะได้ผลดังนี้
Risk | งบเสี่ยงจากพอร์ต 100,000 บาท | Lot ก่อนปัด | Lot หลังปัดลง | เสี่ยงจากราคาหลังปัด
|
|---|---|---|---|---|
1% | 1,000 บาท | 0.1429 | 0.14 | 980 บาท |
2% | 2,000 บาท | 0.2857 | 0.28 | 1,960 บาท |
การใช้ 2% เป็นกรณีเปรียบเทียบ ไม่ได้แปลว่าเหมาะกับทุกพอร์ต เมื่อลดหรือเพิ่ม Risk Budget จำนวน Lot จึงเปลี่ยนตามโดยไม่ต้องย้าย Stop Loss
Position Sizing กับ Portfolio Risk แตกต่างจาก Risk per Trade อย่างไร?
Risk per Trade กำหนดงบเสี่ยงต่อดีล ส่วน Position Sizing ต้องประเมิน Open Risk ของทุกสถานะรวมกัน ด้วย เช่นพอร์ต Equity 100,000 บาทมีสถานะค้างดังนี้
สถานะสมมติ | Planned Risk | เงินเสี่ยงตามแผน
|
|---|---|---|
EUR/USD Buy | 0.8% | 800 บาท |
GBP/USD Buy | 1.0% | 1,000 บาท |
XAU/USD Buy | 0.6% | 600 บาท |
รวม Open Risk | 2.4% | 2,400 บาท |
หากตั้งเพดานรวมเองไว้ 2% ต้องลดหรือไม่เปิดสถานะเพิ่ม เพราะ 2.4% เกิน 2% แล้ว คู่เงินสองรายการยังอาจได้รับผลร่วมจากการเคลื่อนไหวของ USD โดย 2.4% เป็นผลรวมความเสี่ยงตามแผนเมื่อแต่ละสถานะชน Stop Loss ไม่ใช่ขาดทุนสูงสุดที่รับประกัน อ่านการเลือกเพดานแต่ละดีลในบทความ Risk per Trade คือ
วิธีวางกฎ Position Sizing ให้ใช้ได้สม่ำเสมอ

กำหนดฐานเงินทุน: เลือกว่าจะใช้ Equity หรือ Balance และใช้นิยามเดิมทุกครั้ง เพื่อเปรียบเทียบผลได้
วาง Stop Loss จากกราฟ: ไม่บีบ Stop Loss ให้แคบลงเพียงเพื่อให้เปิด Lot ได้ใหญ่ขึ้น
ตรวจ Pip Value และหน่วย: บัญชีเงินบาทต้องแปลงสกุลเงินให้ถูก ขณะที่ทองคำต้องดู Contract Specification แยก
ปัด Lot ตามเงื่อนไขจริง: ตรวจ Minimum Volume และ Volume Step โดยคำนวณ Risk หลังปัดอีกครั้ง
ทบทวนความเสี่ยงรวม: ถ้ามีออร์เดอร์หลายตัว ให้คำนวณความเสียหายที่อาจเกิดพร้อมกัน แทนการดูทีละดีลแยกกัน
ข้อจำกัดสำคัญคือ Stop Loss ไม่รับประกันราคาปิด โดยเฉพาะช่วง Gap และข่าวแรง การขาดทุนจริงอาจเกินงบที่คำนวณไว้และยังมีค่าธรรมเนียมที่ต้องเผื่อ
สรุป Position Sizing คืออะไร?
Position Sizing คือการเปลี่ยนความเสี่ยงที่ยอมรับได้ให้เป็นขนาดสถานะ โดยพิจารณาระยะ Stop Loss, Pip Value และสกุลเงินบัญชี รวมถึงความเสี่ยงของหลายออร์เดอร์พร้อมกัน สิ่งสำคัญไม่ใช่การหา Lot ใหญ่ที่สุด แต่เป็นการหาขนาดที่ยังรักษากฎของพอร์ตได้
สำหรับใครที่สนใจเรื่องการลงทุนและอยากจะเริ่มลงทุน เทรด Forex สามารถเปิดบัญชีผ่าน GOC Prime ทางหน้าเว็บไซต์ได้เลย เพราะเรามีบริการด้านการเทรดที่ครบวงจร ด้วยจุดเด่นอย่างไม่มีค่า Swap เลเวอเรจที่ปรับได้ตามสไตล์การเทรดของแต่ละท่าน ค่าธรรมเนียมที่เป็นมิตรต่อทุกฝ่าย และการดูแลด้วยทีมงานคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ ให้คุณโฟกัสกับการวางกลยุทธ์ได้อย่างเต็มที่ในทุกจังหวะของตลาด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Position Sizing

1. Position Sizing ใช้กับหุ้นและ Forex ได้เหมือนกันไหม?
หลักคิดเรื่องงบเสี่ยงเหมือนกัน แต่หน่วยสถานะและมูลค่าการเปลี่ยนราคาต่างกัน จึงต้องใช้สเปกสินทรัพย์แต่ละประเภท
2. Position Sizing จำเป็นต้องใช้ Risk 1% ทุกครั้งหรือไม่?
ไม่จำเป็น 1% เป็นเพียงตัวอย่าง การกำหนดเพดานจริงต้องสัมพันธ์กับเงินทุนและความเสี่ยงที่รับได้
3. ทำไมตั้ง Stop Loss กว้างขึ้นแล้ว Lot ต้องลดลง?
เพราะหากต้องการรักษาเงินเสี่ยงเดิม ระยะที่ราคาวิ่งได้มากขึ้นต้องชดเชยด้วยขนาดสถานะที่เล็กลง
4. ควรใช้ Balance หรือ Equity คำนวณ Position Sizing?
ใช้ได้ทั้งคู่เมื่อมีนโยบายชัดเจน แต่ Equity รวมกำไรขาดทุนลอยตัว จึงเป็นตัวสะท้อนเงินทุนปัจจุบันเมื่อมีสถานะค้าง
5. หากคำนวณได้ Lot ต่ำกว่าขั้นต่ำต้องทำอย่างไร?
ไม่ควรปัดขึ้นเพื่อฝืนเปิด เพราะอาจทำให้ความเสี่ยงเกินงบ ควรลดความเสี่ยงด้วยผลิตภัณฑ์ที่รองรับขนาดเล็กหรือข้ามดีล



