
Gold Futures คืออะไร ทำไมต้องเข้าใจสัญญาก่อนดูกราฟ
Gold Futures คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่กำหนดเงื่อนไขของสินทรัพย์อ้างอิง ขนาดสัญญา และวันสิ้นสุดไว้ล่วงหน้า ผู้ลงทุนจึงไม่ได้ซื้อทองจริงทันที แต่รับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสัญญา การใช้เทคนิคเทรดทองกับเครื่องมือนี้ต้องเริ่มจากเข้าใจ Contract Specification เพราะกำไรขาดทุนต่อการขยับหนึ่งช่วงราคาอาจต่างจาก XAU/USD อย่างมาก
ในประเทศไทย สัญญาทองคำล่วงหน้าซื้อขายผ่าน TFEX (Thailand Futures Exchange) โดยสัญญา Gold Futures อ้างอิงทองคำตามเงื่อนไขของตลาด และมีระบบหลักประกันกับการชำระกำไรขาดทุนรายวัน ผู้ลงทุนจึงสามารถเปิด Long เมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น หรือเปิด Short เมื่อคาดว่าราคาจะลง โดยไม่จำเป็นต้องถือทองคำแท่งเต็มมูลค่าสัญญา
Gold Futures ทำงานอย่างไร: Long, Short และ Leverage

การเปิด Long หมายถึงรับประโยชน์เมื่อราคาฟิวเจอร์สปรับขึ้น ส่วน Short รับประโยชน์เมื่อราคาปรับลง ตัวอย่าง หากเปิด Long ที่ 40,000 และปิดที่ 40,200 ส่วนต่างราคาเท่ากับ +200 จุด จากนั้นต้องคูณด้วยตัวคูณสัญญาเพื่อหากำไรขั้นต้นก่อนค่าธรรมเนียม
ฟิวเจอร์สใช้หลักประกันหรือ Margin แทนการจ่ายมูลค่าสัญญาทั้งหมด จึงมี Leverage โดยธรรมชาติ หากมูลค่าสัญญา 400,000 บาท แต่ใช้หลักประกันเพียงส่วนหนึ่ง การเปลี่ยนแปลง 1% ของสินทรัพย์อ้างอิงสามารถคิดเป็นสัดส่วนที่สูงกว่ามากเมื่อเทียบกับเงินหลักประกัน
Leverage จึงไม่ได้ทำให้ระบบดีขึ้น แต่ขยายทั้งกำไรและขาดทุน การกำหนดจำนวนสัญญาควรเริ่มจากเงินที่ยอมเสี่ยงและระยะ Stop ไม่ใช่เริ่มจากจำนวน Margin ที่บัญชีสามารถเปิดได้
ขนาดสัญญา GF และ GF10 ต่างกันอย่างไร
ตลาดไทยมีสัญญาที่อ้างอิงน้ำหนักทองต่างกัน โดยเอกสารความรู้ของตลาดระบุ 50 Baht Gold Futures ใช้ขนาดอ้างอิงทองคำ 50 บาททองคำ และ 10 Baht Gold Futures ใช้ขนาด 10 บาททองคำ ความต่างของตัวคูณทำให้กำไรขาดทุนต่อการเคลื่อนไหวของราคาไม่เท่ากัน
ตัวอย่างเชิงโครงสร้าง หากราคาสัญญาเคลื่อนไหว 10 บาท 50 Baht Gold Futures จะมีการเปลี่ยนแปลงมูลค่า 500 บาทต่อสัญญา ขณะที่ 10 Baht Gold Futures จะเปลี่ยน 100 บาทต่อสัญญา ตัวเลขนี้ทำให้สัญญาขนาดเล็กปรับ Position Sizing ได้ละเอียดกว่า
สัญญาแต่ละรุ่นยังมีรหัสเดือนและปีหมดอายุ ผู้ลงทุนต้องเลือกสัญญาที่มีสภาพคล่องเหมาะสม ไม่ควรดูเพียงว่าราคาของสัญญาใดถูกกว่า เพราะ Volume, Open Interest และระยะเวลาถึงวันหมดอายุมีผลต่อการเข้าออกจริง
สูตรคำนวณกำไรขาดทุนแบบพื้นฐาน
แนวคิดหลักคือ:
กำไร/ขาดทุน Long = (ราคาปิด - ราคาเปิด) × ตัวคูณสัญญา × จำนวนสัญญา
กำไร/ขาดทุน Short = (ราคาเปิด - ราคาปิด) × ตัวคูณสัญญา × จำนวนสัญญา
ตัวอย่าง Long 10 Baht Gold Futures 2 สัญญาที่ 40,000 แล้วปิดที่ 40,250 ส่วนต่าง +250 บาท หากใช้ตัวคูณตามน้ำหนัก 10 บาททองคำ กำไรขั้นต้น = 250 × 10 × 2 = 5,000 บาท ก่อนหักค่าธรรมเนียมและรายการต้นทุนที่เกี่ยวข้อง
หากสถานการณ์กลับกันและราคาลงจาก 40,000 ไป 39,750 การขาดทุนขั้นต้นจะเป็น 5,000 บาทเช่นกัน นี่ทำให้เห็นว่า Futures มีความสมมาตรด้าน Long/Short แต่ความเสี่ยงทางการเงินจริงต้องดูร่วมกับ Margin และเงินคงเหลือในบัญชี
Margin และ Mark-to-Market สำคัญกว่าที่คิด

ตลาดฟิวเจอร์สมีการปรับกำไรขาดทุนตามราคาตลาดเป็นระยะหรือ Mark-to-Market ทำให้ผลขาดทุนไม่ได้รอถึงวันที่ปิดสถานะเสมอไป หากราคาเคลื่อนไหวสวนทาง เงินในบัญชีจะลดลงและอาจเข้าใกล้ระดับหลักประกันที่กำหนด
หากเงินคงเหลือต่ำกว่าระดับที่ผู้ให้บริการหรือตลาดกำหนด ผู้ลงทุนอาจต้องเติมเงิน ลดสถานะ หรือถูกดำเนินการตามกฎของโบรกเกอร์ ความเสี่ยงจึงไม่ได้มีเพียง “มองทิศผิด” แต่รวมถึง Liquidity Risk ของบัญชีว่ามีเงินรองรับความผันผวนระหว่างทางเพียงพอหรือไม่
การถือสัญญาฟิวเจอร์สทองคำด้วย Margin ต่ำมากเมื่อเทียบกับมูลค่าสัญญาอาจทำให้บัญชีเปราะบาง แม้ราคาเคลื่อนเพียงช่วงที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือคำนวณ Stress Scenario เช่น หากทองเคลื่อนสวน 1%, 2% หรือเกิด Gap หลังวันหยุด บัญชียังรักษาสถานะได้หรือไม่
Tick Size, Tick Value และ Contract Multiplier ต่างกันตรงไหน
Tick Size คือช่วงราคาต่ำสุดที่สัญญาสามารถขยับได้ ส่วน Tick Value คือมูลค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงเมื่อราคาขยับหนึ่ง Tick และ Contract Multiplier คือตัวคูณที่เชื่อมราคากับมูลค่าสัญญา สามคำนี้เกี่ยวข้องกันแต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ก่อนเทรดควรเปิด Contract Specification ล่าสุดเพื่อดู Tick Size, Price Limit, Trading Hours, Last Trading Day และวิธี Settlement เพราะเงื่อนไขสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามประกาศตลาด การจำค่าจากบทความเก่าแล้วนำไปคำนวณเงินจริงอาจเกิดความคลาดเคลื่อน
เมื่อรู้ Tick Value จึงคำนวณ Stop ได้เป็นเงิน เช่น Stop ห่าง 20 Ticks และหนึ่ง Tick มีมูลค่า 100 บาทต่อสัญญา ความเสี่ยงก่อนค่าธรรมเนียมคือ 2,000 บาทต่อสัญญา หากตั้งงบความเสี่ยง 4,000 บาท จำนวนสูงสุดตามเงื่อนไขนี้คือ 2 สัญญา
Basis คืออะไร ทำไม Futures ไม่เท่าราคา Spot
Basis คือส่วนต่างระหว่างราคาฟิวเจอร์สกับราคาสินทรัพย์อ้างอิง โดยเขียนอย่างง่ายได้ว่า Basis = Futures Price - Spot Price ส่วนต่างนี้ได้รับอิทธิพลจากเวลาเหลือก่อนหมดอายุ ต้นทุนถือครอง อัตราดอกเบี้ย และแรงซื้อขายของแต่ละสัญญา
ดังนั้นการเห็นราคาทอง Spot ขึ้นไม่ได้หมายความว่าสัญญาทุกเดือนไปเท่ากันในทุกวินาที เมื่อใกล้หมดอายุ ราคาฟิวเจอร์สมีแนวโน้มบรรจบเข้าหาสินทรัพย์อ้างอิงตามกลไกของสัญญา การวิเคราะห์ Spread ระหว่างเดือนจึงเป็นอีกมิติที่ผู้ใช้ Futures ควรเข้าใจ
สำหรับนักเทรดที่ดูกราฟ XAU/USD ควบคู่กับสัญญาฟิวเจอร์สทองคำควรใช้ Spot เป็นบริบท ไม่ใช่สมมติว่าจุดแนวรับ 1 จุดต้องตรงกันเป๊ะ เพราะหน่วยราคา สินทรัพย์อ้างอิง ค่าเงิน และ Basis อาจทำให้ระดับแตกต่างกัน
วันหมดอายุและการ Rollover เปลี่ยนพฤติกรรมราคาอย่างไร
ฟิวเจอร์สมีอายุจำกัด เมื่อสัญญาใกล้ Last Trading Day ผู้เล่นจำนวนมากจะปิดสถานะหรือย้ายไปสัญญาเดือนถัดไป กระบวนการนี้เรียกว่า Rollover และอาจทำให้ Volume กับ Open Interest ย้ายจากสัญญาเก่าไปสัญญาใหม่
หากใช้กราฟต่อเนื่องเพื่อ Backtest ต้องเข้าใจว่าผู้ให้บริการข้อมูลต่อราคาแต่ละเดือนด้วยวิธีใด เพราะการต่อสัญญาอาจสร้างช่องว่างเชิงเทคนิคที่ไม่ได้เกิดจากตลาด Spot จริง กลยุทธ์ที่อาศัย Indicator ระยะยาวอาจได้รับผลจากวิธีปรับข้อมูล
ฟิวเจอร์สทองคำจึงต้องมี “ปฏิทินสัญญา” เพิ่มจากปฏิทินข่าว ควรรู้เดือนที่ถือ วันซื้อขายสุดท้าย และแผนว่าจะปิดหรือย้ายสถานะเมื่อใด ไม่ควรรอให้ใกล้หมดอายุแล้วค่อยตัดสินใจ
Gold Futures กับ XAU/USD เลือกแบบไหนดี
XAU/USD บนแพลตฟอร์ม OTC มักซื้อขายได้เกือบ 24/5 และขนาดสถานะมีความยืดหยุ่นตามเงื่อนไขผู้ให้บริการ ขณะที่ Futures เป็นสัญญามาตรฐานภายใต้ตลาด มีวันหมดอายุ ขนาดสัญญา และกติกาการชำระราคาเฉพาะ
ผู้ที่ต้องการโครงสร้างตลาดแบบ Exchange-traded และเข้าใจกฎของสัญญาอาจชอบ Futures ส่วนผู้ที่ต้องการปรับขนาดสถานะละเอียดหรือเทรดตาม Session โลกอาจพิจารณา XAU/USD แต่การเลือกเครื่องมือควรดูต้นทุน สภาพคล่อง เวลาซื้อขาย และกฎกำกับที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ดูเพียง Leverage
หากเน้นเทรดทองระยะสั้น ต้องตรวจว่าช่วงเวลาที่ระบบทำงานมีสภาพคล่องเพียงพอในเครื่องมือที่เลือก การใช้เวลาเทรดทองจากตลาด Spot ไปอ้างตรง ๆ กับ Futures โดยไม่ดู Session ของตลาดอาจทำให้ผลต่างจาก Backtest
ใช้ Gold Futures เพื่อเก็งกำไรและ Hedge ต่างกันอย่างไร

นักเก็งกำไรเปิดสถานะเพื่อหวังผลจากการเปลี่ยนแปลงราคา เช่น Long เมื่อคาดว่าทองจะขึ้น ส่วนผู้ทำ Hedge ใช้สัญญาเพื่อลดความเสี่ยงจากสถานะที่มีอยู่ ตัวอย่างร้านทองหรือผู้ถือทองจริงอาจใช้ Short Futures เพื่อชดเชยผลกระทบหากราคาทองลดลง
การ Hedge ไม่จำเป็นต้องทำให้กำไรสูงสุด เป้าหมายคือทำให้ความผันผวนของมูลค่ารวมลดลง จึงต้องคำนวณ Hedge Ratio ว่าสถานะ Futures ควรมีขนาดเท่าไรเมื่อเทียบกับ Exposure จริง หาก Hedge มากเกินไปอาจกลายเป็นการเก็งกำไรฝั่งตรงข้ามโดยไม่ตั้งใจ
ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถใช้แนวคิดเดียวกันได้ เช่น หากมีทองจริงจำนวนมากและกังวลความเสี่ยงระยะสั้น การศึกษาสัญญาที่มีขนาดเหมาะสมอาจช่วยออกแบบการป้องกันความเสี่ยง แต่ต้องคำนึงถึง Basis Risk และต้นทุนด้วย
ตัวอย่าง Position Sizing จาก Stop Loss
สมมติเงินลงทุนที่จัดไว้ 300,000 บาท และกำหนดความเสี่ยงต่อคำสั่ง 1% เท่ากับ 3,000 บาท แผนเทคนิคให้ Stop ห่าง 150 บาทจากจุดเข้า หากใช้สัญญาที่ตัวคูณ 10 บาททองคำ ความเสียหายต่อหนึ่งสัญญา = 150 × 10 = 1,500 บาท
จำนวนสัญญาตาม Risk Budget = 3,000 ÷ 1,500 = 2 สัญญา ก่อนเปิดจริงยังต้องตรวจ Margin ที่ต้องใช้และเผื่อเงินสำหรับ Mark-to-Market ไม่ควรใช้สูตร Position Sizing แล้วปล่อยให้เงินคงเหลือใกล้ขั้นต่ำจนไม่มี Buffer
แนวทางนี้ช่วยให้สัญญาฟิวเจอร์สทองคำถูกมองเป็นหน่วยความเสี่ยง ไม่ใช่จำนวนสัญญาที่ “ซื้อไหว” ซึ่งเป็นหลักเดียวกับการบริหารพอร์ตในสินทรัพย์ที่มี Leverage อื่น
ความเสี่ยงที่ต้องระวังก่อนเปิดสถานะ
ความเสี่ยงด้านราคาเกิดจากทองเคลื่อนไหวสวนทาง ความเสี่ยงด้าน Leverage ทำให้ขาดทุนคิดเป็นสัดส่วนสูงต่อเงินหลักประกัน ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องทำให้ Bid–Ask กว้างหรือปิดสถานะได้ยาก และ Basis Risk ทำให้ฟิวเจอร์สเคลื่อนต่างจากสินทรัพย์ที่ต้องการ Hedge
ยังมี Event Risk จากข่าวดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ค่าเงิน และภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึง Operational Risk เช่น ส่งคำสั่งผิดเดือน ผิดจำนวนสัญญา หรือไม่รู้วันหมดอายุ Checklist ก่อนเทรดจึงควรมี Symbol, Contract Month, Position Size, Stop, Margin Buffer และ Event Calendar
ไม่มีสูตรใดลบความเสี่ยงเหล่านี้ได้ทั้งหมด จุดประสงค์ของระบบคือทำให้ความเสียหายที่เป็นไปได้อยู่ในขอบเขตที่รับได้และตรวจสอบได้ล่วงหน้า
สรุป: อ่าน Contract Specification ให้คล่องก่อนเพิ่มจำนวนสัญญา
ความเข้าใจ Futures ที่ดีเริ่มจากรู้ว่าสัญญาอ้างอิงอะไร หนึ่ง Tick มีค่าเท่าไร ใช้ Margin เท่าไร กำไรขาดทุนถูกชำระอย่างไร และสัญญาสิ้นสุดเมื่อใด จากนั้นจึงนำการวิเคราะห์กราฟ ข่าว และ Position Sizing มาประกอบกัน
การเพิ่มสัญญาควรเกิดหลังมีข้อมูลว่าระบบทำงานได้ ไม่ใช่เพราะ Margin เหลือ การรู้มูลค่าความเสี่ยงเป็นเงินบาทก่อนกดคำสั่งช่วยให้ตัดสินใจได้เป็นระบบและลดโอกาสที่ Leverage จะขยายความผิดพลาดเกินแผน
สำหรับใครที่สนใจเรื่องการลงทุนและอยากจะเริ่มลงทุน เทรด Forex สามารถเปิดบัญชีผ่าน GOC Prime ทางหน้าเว็บไซต์ได้เลย เพราะเรามีบริการด้านการเทรดที่ครบวงจร ด้วยจุดเด่นอย่างไม่มีค่า Swap เลเวอเรจ ที่ปรับได้ตามสไตล์การเทรดของแต่ละท่าน ค่าธรรมเนียมที่เป็นมิตรต่อทุกฝ่าย และการดูแลด้วยทีมงานคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ ให้คุณโฟกัสกับการวางกลยุทธ์ได้อย่างเต็มที่ในทุกจังหวะของตลาด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Gold Futures

1. Gold Futures ต้องจ่ายมูลค่าทองเต็มจำนวนหรือไม่
ไม่ ต้องวางหลักประกันตามเกณฑ์ แต่ Leverage ทำให้ต้องเผื่อเงินสำหรับความผันผวนและ Mark-to-Market
2. Long และ Short ต่างกันอย่างไร
Long ได้ประโยชน์เมื่อราคาฟิวเจอร์สขึ้น ส่วน Short ได้ประโยชน์เมื่อราคาลง โดยผลจริงต้องหักต้นทุนการซื้อขาย
3. Futures มีวันหมดอายุหรือไม่
มี แต่ละสัญญามีเดือนและวันสิ้นสุด จึงต้องวางแผนปิดหรือ Rollover ก่อนถึงช่วงที่สภาพคล่องย้ายไปเดือนใหม่
4. ทำไมราคา Futures ไม่เท่ากับราคาทอง Spot
เพราะมี Basis ซึ่งสะท้อนเวลา ต้นทุนถือครอง อัตราดอกเบี้ย และแรงซื้อขายของสัญญา ก่อนบรรจบเข้าหาสินทรัพย์อ้างอิงเมื่อใกล้หมดอายุ
5. มือใหม่ควรเริ่มจากกี่สัญญา
ควรคำนวณจากเงินที่ยอมเสี่ยง ระยะ Stop และมูลค่าต่อจุด ไม่ควรกำหนดจำนวนสัญญาจาก Margin สูงสุดที่บัญชีเปิดได้



