ก่อนจะเริ่มต้นเทรด วันนี้จะมาแนะนำคำ ๆ หนึ่งที่นักลงทุนจำเป็นต้องรู้ไว้ ซึ่งก็คือ CPI โดยคำนี้ถือเป็นคำที่นักลงทุนไม่ว่าจะ Forex หุ้น ทองคำ ต้องรู้ไว้เลย เพราะตัวเลขนี้มีผลต่อการลงทุนอย่างมาก แต่คำนี้มันหมายถึงอะไร แล้วมีผลอะไรในการลงทุนกัน บทความนี้จะมาขยายความเรื่องของ CPI กันว่ามันสำคัญยังไงบ้าง
CPI คืออะไรรู้เบื้องต้นไว้สักหน่อยเรื่อง
CPI ย่อมาจาก “Consumer Price Index” เป็นค่าตัวเลขที่ใช้วัดว่า “ค่าครองชีพของคนทั่วไปเปลี่ยนไปแค่ไหน” พูดง่ายๆ ก็คือเป็นค่าตัวเลขใช้เพื่อดูว่า สิ่งของในชีวิตประจำวันแพงขึ้นหรือถูกลงเท่าไรเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า โดยตัวเลขนี้ถูกใช้ทั่วโลกเพื่อวัด “เงินเฟ้อ” ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด
อธิบาย CPI แบบเข้าใจง่ายที่สุด ให้ลองนึกภาพว่า หน่วยงานสถิติของประเทศจะสร้าง “ตะกร้าสินค้า” ขึ้นมา โดยตะกร้านี้จะรวบรวมสินค้าหรือบริการที่คนทั่วไปใช้ในชีวิตจริง เช่น อาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่าไฟ ค่าเดินทาง น้ำมัน เสื้อผ้า ค่ารักษาพยาบาล และของใช้ต่าง ๆ จากนั้นเขาจะดูว่า ราคาของตะกร้านี้ในวันนี้ เทียบกับช่วงก่อนหน้าเปลี่ยนไปกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าราคาโดยรวมเพิ่มขึ้นก็แปลว่าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
ตัวอย่าง เช่น สมมติว่าปีที่แล้ว ตะกร้าสินค้าหนึ่งชุดมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000 บาท แต่ปีนี้ของในตะกร้าเดียวกันต้องใช้ 1,050 บาท นั่นหมายความว่าราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 5% ดังนั้น CPI ก็จะสะท้อนว่ามีเงินเฟ้อประมาณ 5% ซึ่งหมายถึงกำลังซื้อของเงินลดลง เพราะใช้เงินเท่าเดิมแต่ซื้อของได้น้อยลง
ด้วยเหตุผลนี้ค่า CPI จึงสำคัญมากเพราะเป็นตัวเลขที่ธนาคารกลางของประเทศใช้ตัดสินใจเรื่อง ดอกเบี้ย หาก CPI สูงมาก แปลว่าราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเร็ว หรือเงินเฟ้อแรง ธนาคารกลางมักจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดการใช้เงินของคนในระบบเศรษฐกิจ การขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้การกู้เงินแพงขึ้น คนใช้จ่ายน้อยลง เงินเฟ้อจึงมีโอกาสชะลอลง แต่ถ้า CPI ต่ำหรือเศรษฐกิจชะลอ ธนาคารกลางอาจลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นให้คนใช้เงินมากขึ้นนั่นเอง
วิธีคำนวณ CPI ฉบับเข้าใจง่าย
วิธีคำนวณหา CPI สามารถทำตามขั้นตอนง่ายๆ ต่อไปนี้
เริ่มจากกำหนด “ตะกร้าสินค้า” ก่อน ซึ่งคือตัวอย่างสินค้าที่คนใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ข้าว น้ำมัน ค่าไฟ ค่าเดินทาง หรือเสื้อผ้า จากนั้นให้บันทึกราคาของสินค้าชุดเดียวกันใน ปีฐาน และ ปีปัจจุบัน
ขั้นตอนต่อมาคือรวมราคาของสินค้าทั้งหมดในตะกร้าแต่ละช่วงเวลา เช่น ปีฐานรวมราคาได้ = 1,000 บาท ปีปัจจุบันรวมราคาได้ = 1,080 บาท
เมื่อได้ตัวเลขสองช่วงแล้ว ให้นำมาคำนวณด้วยสูตร
CPI = (ราคาตะกร้าสินค้าในปัจจุบัน ÷ ราคาตะกร้าสินค้าในปีฐาน) × 100
นำตัวเลขตัวอย่างมาแทนค่า
CPI = (1,080 ÷ 1,000) × 100
CPI = 108
ผลลัพธ์หมายความว่า ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจากปีฐานประมาณ 8% ถ้าต้องการรู้ว่าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ให้เอา ค่า CPI ลบ 100
ดังนั้นในตัวอย่างนี้
108 − 100 = 8%
สรุปง่ายๆ คือ
- รวมราคาสินค้าในตะกร้าปีฐาน
- รวมราคาสินค้าในปีปัจจุบัน
- นำราคาปัจจุบันหารราคาปีฐาน
- คูณ 100 เพื่อได้ค่า CPI
- ลบ 100 เพื่อดูเปอร์เซ็นต์เงินเฟ้อ
ซึ่งวิธีนี้คือหลักการเดียวกับที่หน่วยงานเศรษฐกิจทั่วโลกใช้ เพียงแต่ในความเป็นจริงจะใช้ สินค้าหลายร้อยรายการและมีน้ำหนักของแต่ละหมวด เพื่อให้สะท้อนค่าครองชีพของประชาชนได้แม่นยำมากขึ้น 📊
CPI กับการเทรดและลงทุนเกี่ยวกันยังไง
เกี่ยวกันแน่นอน เพราะ CPI เป็นหนึ่งในตัวเลขเศรษฐกิจที่มีผลต่อการลงทุนแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ค่าเงิน ทองคำ หรือคริปโต เหตุผลหลักคือ CPI บอกให้ตลาดรู้ว่า เงินเฟ้อกำลังสูงหรือต่ำ และสิ่งนี้จะนำไปสู่การตัดสินใจเรื่อง ดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อราคาสินทรัพย์
ถ้า CPI ออกมาสูง หมายความว่าราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจกำลังเพิ่มขึ้นเร็ว หรือพูดง่าย ๆ คือเงินเฟ้อสูง เมื่อเงินเฟ้อสูง ธนาคารกลางมักจะ ขึ้นดอกเบี้ย เพื่อชะลอการใช้จ่ายของคนในประเทศ การขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนการกู้เงินแพงขึ้น บริษัทลงทุนยากขึ้น และเงินในตลาดลดลง ผลที่เกิดขึ้นบ่อยคือ ตลาดหุ้นมักปรับตัวลง และสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตอาจผันผวนหรือปรับตัวลงตาม
ในทางกลับกันถ้า CPI ต่ำกว่าที่คาด หมายความว่าแรงกดดันเงินเฟ้อไม่มาก ธนาคารกลางอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย หรืออาจลดดอกเบี้ยในอนาคต การคาดการณ์แบบนี้มักทำให้ ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้น เพราะดอกเบี้ยต่ำทำให้เงินไหลเข้าสู่การลงทุนมากขึ้น
สำหรับผลต่อ ค่าเงิน ถ้าประเทศหนึ่งมีเงินเฟ้อสูง ธนาคารกลางอาจขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งสามารถทำให้ค่าเงินแข็งขึ้นในระยะสั้นเพราะเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาหาผลตอบแทนที่สูงกว่า นักเทรดในตลาด Forex จึงจับตาข้อมูล CPI มาก เพราะมันสามารถทำให้ค่าเงินเคลื่อนไหวแรงภายในไม่กี่นาทีหลังประกาศตัวเลข
สำหรับ ทองคำ ความสัมพันธ์กับ CPI จะซับซ้อนเล็กน้อย ถ้าเงินเฟ้อสูงมาก นักลงทุนบางส่วนจะซื้อทองเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ ทำให้ราคาทองมีโอกาสขึ้น แต่ถ้าเงินเฟ้อสูงจนทำให้ดอกเบี้ยขึ้นแรง ทองคำอาจถูกกดดันให้ลงได้ เพราะนักลงทุนหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยแทน
โดยรวม CPI มีผลต่อการลงทุนเพราะมันส่งผลต่อ ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และทิศทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดราคาสินทรัพย์ทั่วโลก นักลงทุนและนักเทรดจึงติดตามตัวเลข CPI อย่างใกล้ชิดทุกครั้งที่มีการประกาศออกมา
ข้อดีและข้อเสียที่เกิดจาก CPI
ข้อดีของ CPI
- วัดระดับเงินเฟ้อของประเทศ
CPI เป็นตัวชี้วัดหลักที่ใช้ดูว่าราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน ทำให้รัฐบาลและธนาคารกลางรู้แนวโน้มราคาสินค้าและสามารถวางนโยบายเศรษฐกิจได้เหมาะสม - ใช้กำหนดนโยบายดอกเบี้ย
ธนาคารกลางใช้ข้อมูล CPI เพื่อกำหนดนโยบายการเงิน เช่น การขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อควบคุมเงินเฟ้อและรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ เป็นต้น - เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการลงทุน
รัฐบาลสามารถใช้ CPI ในการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจ เช่น การควบคุมราคาสินค้า การช่วยเหลือค่าครองชีพ หรือการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ - ใช้ปรับค่าจ้างและสวัสดิการ
ข้อมูลจาก CPI ทำให้ทั้งประชาชนและนักลงทุนเห็นภาพว่าค่าครองชีพกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร และสามารถวางแผนการเงินหรือการลงทุนได้เหมาะสม
ข้อเสียของ CPI
- ค่าครองชีพสูงขึ้นเมื่อ CPI สูง
หาก CPI เพิ่มขึ้นเร็ว แสดงว่าราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ทำให้ประชาชนต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อสินค้าเดิม ส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่ายของภาคครัวเรือน - กำลังซื้อของเงินลดลง
เมื่อเงินเฟ้อสูง เงินจำนวนเท่าเดิมจะซื้อสินค้าได้น้อยลง ทำให้มูลค่าของเงินลดลงในระยะยาว - ส่งผลให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น
หาก CPI สูง ธนาคารกลางอาจขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการกู้เงินของประชาชนและธุรกิจเพิ่มขึ้น - อาจสะท้อนเศรษฐกิจชะลอตัวเมื่อ CPI ต่ำเกินไป
หาก CPI ต่ำมากหรือติดลบ อาจหมายถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลงและเศรษฐกิจไม่เติบโต ซึ่งอาจส่งผลให้ธุรกิจมีรายได้ลดลง
ค่า CPI ของประเทศไทย
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ค่า CPI ของไทยมีแนวโน้มดังนี้
- 2016 – CPI ประมาณ (0.2%) เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมาก เนื่องจากราคาพลังงานในตลาดโลกยังไม่สูง และเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวค่อนข้างช้า ทำให้ราคาสินค้าโดยรวมปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย
- 2017 – CPI ประมาณ (0.7%) เศรษฐกิจเริ่มขยายตัวดีขึ้นจากการส่งออกและการท่องเที่ยว ทำให้ราคาสินค้าและบริการบางประเภทปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อสูงกว่าปีก่อนเล็กน้อย
- 2018 – CPI ประมาณ (1.1%) เป็นปีที่เงินเฟ้อสูงขึ้นในช่วงนั้น สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันและพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการใช้จ่ายภายในประเทศที่ดีขึ้น
- 2019 – CPI ประมาณ (0.7%) เงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์บางชนิดลดลง รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอ
- 2020 – CPI ประมาณ (-0.85%) เป็นปีที่เงินเฟ้อติดลบหรือเกิดภาวะ เงินฝืด (Deflation) สาเหตุหลักมาจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้การเดินทาง การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการหลายประเภทปรับตัวลดลง
- 2021 อยู่ที่ประมาณ (~1.2%) เงินเฟ้อเริ่มฟื้นหลังโควิด ทำให้การใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าและบริการบางส่วนเริ่มปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย
- 2022 อยู่ที่ประมาณ (~6.1%) เงินเฟ้อพุ่งสูง สาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานและอาหารที่เพิ่มขึ้นมาก จากผลกระทบของราคาน้ำมันโลกและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
- 2023 อยู่ที่ประมาณ (~1.2%) เงินเฟ้อเริ่มลดลงหลังราคาพลังงานปรับตัวลง ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศลดลงตาม และเศรษฐกิจประเทศเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
- 2024 (~1.2%) เงินเฟ้อค่อนข้างนิ่ง ราคาสินค้าโดยรวมเพิ่มขึ้นไม่มาก ค่าไฟและพลังงานบางช่วงลดลง ทำให้ค่า CPI อยู่ในระดับต่ำ
- 2025 (~0.2%) เงินเฟ้อต่ำมาก ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาสินค้าในประเทศยังไม่สูง และเศรษฐกิจยังเติบโตในระดับปานกลาง
สรุปแนวโน้ม ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ค่า CPI ของประเทศไทย พุ่งแรงในปี 2022 แล้วค่อย ๆ ลดลงต่อเนื่องจนอยู่ในระดับต่ำในช่วง 2024–2025 เมื่อเทียบกับหลายประเทศ
สรุปช่วงท้ายเกี่ยวกับ CPI
ตัวเลข CPI คือตัวเลขที่ชี้วัดเศรษฐกิจภายในประเทศ ถ้าค่าของ CPI สูง เราจะพบกับสภาวะ เงินเฟ้อสูง ค่าครองชีพแพงขึ้น และดอกเบี้ยอาจเพิ่ม กลับกันหาก CPI ต่ำ จะส่งผลให้เศรษฐกิจอาจชะลอ การใช้จ่ายและการลงทุนลดลง ซึ่งตรงนี้เองจะส่งผลต่อการลงทุนอีกด้วย ด้วยเหตุนี้หลายประเทศจึงพยายามรักษา CPI ให้อยู่ในระดับที่สมดุลที่สุดเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงนั่นเอง




