หากคุณกำลังเริ่มต้นศึกษาเรื่องการเทรด ไม่ว่าจะเป็น Forex, ทองคำ, หุ้น หรือคริปโต หนึ่งในคำศัพท์ที่มักจะเจออยู่บ่อยๆ คือคำว่า Spread หลายคนอาจเคยเห็นคำนี้ผ่าน ๆ แต่ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร และมีผลต่อกำไรขาดทุนอย่างไร
ในบทความนี้จะมาอธิบายให้เข้าใจง่ายๆว่าค่า Spread คืออะไรและทำไมเทรดเดอร์ต้องรู้เรื่องนี้ก่อนเริ่มเทรด ในบทความนี้เราจะมาให้คำตอบกับทุกท่านกัน
รู้เบื้องต้นเกี่ยวกับค่า Spread ไว้ก่อนลงทุน
ก่อนที่จะลงทุนส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ (Ask) และราคาขาย (Bid) ของสินทรัพย์ทางการเงิน เมื่อเราเปิดคำสั่งซื้อหรือขายในตลาด ราคาที่เห็นจริง ๆ จะมีอยู่สองราคาด้วยกัน ได้แก่
- Bid คือราคาที่ตลาดพร้อมจะซื้อจากเรา
- Ask คือราคาที่ตลาดพร้อมจะขายให้เรา
ซึ่งส่วนต่างระหว่างสองราคานี้เราเรียกว่า Spread พูดง่าย ๆ ก็คือ Spread เป็นเหมือนค่าธรรมเนียมที่เทรดเดอร์ต้องจ่ายให้กับโบรกเกอร์
ตัวอย่างการทำงานของ Spread ที่ต้องรู้ไว้
สมมติว่าคุณกำลังดูราคาของคู่เงิน EUR/USD อยู่
- ราคาขาย (Bid) = 1.1000
- ราคาซื้อ (Ask) = 1.1002
ดังนั้น ค่า Spread = 0.0002 หรือ 2 pips เพราะฉะนั้นเมื่อคุณกด Buy ที่ราคา 1.1002 ราคาจะต้องขึ้นไปเกิน 2 pips ก่อนที่คุณจะเริ่มมีกำไร เพราะส่วนต่างตรงนี้คือค่าธรรมเนียมที่ถูกคิดทันทีที่เมื่อเปิดออเดอร์
ทำไม Spread ถึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์
Spread มีผลโดยตรงต่อต้นทุนในการเทรด ยิ่งค่า Spread ต่ำเทรดเดอร์ก็ยิ่งมีโอกาสทำกำไรได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะคนที่เทรดระยะสั้น เช่น
- Day Trade
- Scalping
เพราะการเปิดปิดออเดอร์หลายครั้ง ทำให้ Spread จะกลายเป็นต้นทุนสำคัญของการเทรดนั้นเอง
ประเภทของ Spread โดยทั่วไป Spread จะมีอยู่ 2 แบบ
โดยทั่วไปแล้วค่า Spread จะมีอยู่ทั้งหมด 2 แบบด้วยกันได้แก่
แบบที่ 1 Fixed Spread
คือค่าสเปรดแบบคงที่ ที่ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนของตลาดค่า Spread จะไม่เปลี่ยนแปลงมากนักมีข้อดีคือ
- คำนวณต้นทุนง่าย
- เหมาะกับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเทรด
แบบที่ 2 Floating Spread
หรือเรียกอีกชื่อว่า Variable Spread คือค่าสเปรดที่เปลี่ยนแปลงตามสภาพตลาดช่วงที่ตลาดปกติ Spread มักจะต่ำตามเหตุการณ์สำคัญๆ เช่น ข่าวเศรษฐกิจ ความผันผวนของตลาด เป็นต้น ข้อดีของ Floating Spread คือ บางช่วงมีค่าสเปรดต่ำมาก แต่ก็มีข้อเสียคือ อาจสูงขึ้นมากช่วงข่าวหรือความผันผวน
ปัจจัยที่ทำให้ Spread เปลี่ยนแปลง
Spread ในตลาดไม่ได้คงที่ตลอดเวลา โดยมีหลายปัจจัยที่ทำให้มันเปลี่ยน เช่น
- สภาพคล่องของตลาด
- ช่วงเวลาที่มีการซื้อขายสูง
- ข่าวเศรษฐกิจสำคัญ
- ความผันผวนของตลาด
โดยปกติแล้วช่วงที่ตลาดยุโรปและอเมริกาเปิดพร้อมกัน Spread มักจะอยู่ในเรทที่ต่ำที่สุดนั้นเอง
ตัวอย่างสถานการณ์ Spread ที่พบเจอได้เมื่อคุณกำลังเทรด
เพื่อให้เห็นภาพ เราจะลองจำลองสถานการณ์ของ Spread ที่มีโอกาสเจอได้บ่อยมาให้ดูกัน โดยเราจะมีให้ดูทั้งสิ้น 3 สถานการณ์ด้วยกัน คือ ราคาขึ้นเล็กน้อย,ราคาขึ้นต่อ และ ราคาลง โดย Scenario นี้จะมาจากการเทรดเงินเป็นกลัก
ตัวอย่างสถานการณ์
คุณกำลังดูคู่เงิน EUR/USD ราคาบนหน้าจอที่โบรกเกอร์แสดงคือ Bid = 1.1000 และ Ask = 1.1002 ส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask คือ Spread = 2 pips ดังนั้นค่า Spread ก็คือ “ค่าธรรมเนียมที่เทรดเดอร์ต้องจ่ายให้โบรกเกอร์โดยอัตโนมัติ” นั้นเอง
กรณีที่ 1: ราคาขึ้นเล็กน้อย
ราคาใหม่อยู่ที่ Bid = 1.1002 ,Ask = 1.1004 โดยที่คุณปิดออเดอร์ได้ที่ Bid = 1.1002
คุณซื้อที่ 1.1002 ผลลัพธ์คือได้กำไร 0 ราคาเพิ่งขึ้นพอชดเชยค่า Spread
กรณีที่ 2: ราคาขึ้นต่อเนื่อง
สถานการณ์นี้เราจะเริ่มที่ราคาใหม่คือ Bid = 1.1005 และ Ask = 1.1007 คุณปิดราคาได้ที่ 1.1005 คุณซื้อที่ 1.1002 ผลลัพธ์ที่ได้คือ กำไร = 3 pips
กรณีที่ 3: ราคาลง
ในกรณีนี้เริ่มที่ค่า Bid = 1.0998 และ ค่า Ask = 1.1000 คุณปิดที่ 1.0998 คุณซื้อที่ 1.1002 ผลลัพธ์คือขาดทุนที่ ขาดทุนที่ -4 pips
ทั้ง 3 กรณีนี้ถือเป็นกรณีที่พบได้บ่อยๆ เวลาเทรดเพราะฉะนั้นก่อนจะเริ่มเทรดลองเช็คข้อมูลก่อนเทรดให้ดี
สรุปเรื่องค่า Spread ส่งท้ายก่อนลงมือเทรด
ถ้าให้เราสรุปเรื่องค่า Spread ก็คือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายของสินทรัพย์ ซึ่งถือเป็นต้นทุนพื้นฐานที่เทรดเดอร์ต้องจ่ายทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ ดังนั้นก่อนเลือกโบรกเกอร์หรือเริ่มเทรด โปรดตรวจสอบก่อนว่าค่า Spread สูงหรือต่ำ ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันมีผลต่อกำไรในการเทรดของทุกๆท่านนั้นเอง




