หนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์ นักลงทุน และรัฐบาลทั่วโลกให้ความสำคัญและใช้ชี้วัดเศรษฐกิจภายในประเทศ ก็คือ Unemployment Rate หรือ อัตราการว่างงาน ตัวเลขเหล่านี้สามารถสะท้อนสภาพเศรษฐกิจของประเทศนั้นได้อย่างชัดเจน หากเข้าใจความหมายของมัน วันนี้เราจะมองเห็นแนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนได้ดีขึ้น วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับอัตราการว่างงานให้มากขึ้นกัน
Unemployment Rate คืออะไรและสำคัญอย่างไรบ้าง
Unemployment Rate หรือ อัตราการว่างงาน คือจำนวนเปอร์เซ็นต์ของคนที่ต้องการทำงานแต่ยังไม่มีงานทำ โดยเทียบกับจำนวนคนทั้งหมดที่อยู่ในกำลังแรงงาน อธิบายง่ายๆคือ เป็นตัวเลขที่บอกว่า มีกลุ่มคนที่พร้อมทำงาน และ มีคนกำลังตกงานอยู่กี่เปอร์เซ็นต์
กำลังแรงงาน หรือ Labor Force หมายถึง คนที่มีงานทำ และคนที่กำลังหางาน โดยค่านี้จะไม่นับกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในวัยทำงาน เช่น นักเรียน หรือ ผู้เกษียณอายุ เป็นต้น
วิธีการคำนวณหาค่า Unemployment rate
วิธีในการคำนวณหาค่า Unemployment Rate สามารถทำได้โดยใช้สูตรนี้
Unemployment Rate = (จำนวนคนว่างงาน ÷ จำนวนกำลังแรงงานทั้งหมด) × 100
ตัวอย่างเช่น ถ้ามีกำลังแรงงานทั้งหมด 100 คน มีคนว่างงาน 5 คน อัตราการว่างงานจะเท่ากับ 5%
ค่าตัวเลขนี้บอกอะไรเราบ้าง
- ตัวเลขต่ำ = เศรษฐกิจดี คนส่วนใหญ่มีงานทำ
- ตัวเลขสูง = เศรษฐกิจไม่ดี คนตกงานเยอะ
ตัวอย่างจริง
- ประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ ~1% (ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ)
- ประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 3–4%
Unemployment Rate มีผลต่อการลงทุนหรือไม่
สำหรับคนที่อยากลงทุนค่า Unemployment Rate มีผลต่อการลงทุนไหม คำตอบคือและมีผลอย่างมาก ทั้งในตลาดหุ้นและ Forex โดยเราจะอธิบายเจาะจงในแต่ละตลาดเลยว่ามีผลอะไรบ้าง
1. ผลต่อตลาดหุ้น
หากอัตราการว่างงานลดลง หมายความว่า
- คนมีงานทำมากขึ้น
- รายได้เพิ่มขึ้น
- การใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
สิ่งเหล่านี้ส่งผลดีต่อธุรกิจ ทำให้กำไรของบริษัทมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และอาจทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น แต่ในบางกรณี หากอัตราการว่างงานต่ำมากเกินไป อาจทำให้เกิดเงินเฟ้อและธนาคารกลางอาจต้อง ขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจส่งผลลบต่อตลาดหุ้นได้เช่นกัน
2. ผลต่อตลาด Forex
ในตลาด Forex ตัวเลขอัตราการว่างงานถือเป็นข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกติดตาม
ตัวอย่างเช่น
- หากอัตราการว่างงานต่ำกว่าที่คาดการณ์ มีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจะแข็งแรง และค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น
- หากอัตราการว่างงานสูงกว่าที่คาดการณ์ เศรษฐกิจมีแนวโน้มว่าจะอ่อนแอ และค่าเงินมีแนวโน้มจะอ่อนค่า
โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา จะมีรายงานที่เรียกว่า Non-Farm Payroll (NFP) ซึ่งประกาศจำนวนการจ้างงานใหม่และอัตราการว่างงานทุกเดือน และมักทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกผันผวนเป็นอย่างมาก
แนวโน้มอัตราการว่างงานของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีอัตราการว่างงานค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก โดยปริมาณของอัตราว่างไทย 5 ปีหลังสุด
- 2021: ประมาณ 1.22% (ได้รับผลกระทบจากโควิด-19)
- 2022: ประมาณ 0.94%
- 2023: ประมาณ 0.73%
- 2024: ประมาณ 0.7 – 1.0%
- 2025: ประมาณ 0.7 – 0.8%
จะเห็นได้ว่า หลังจากช่วงการระบาดของโควิด เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะภาค การท่องเที่ยวและบริการ ทำให้อัตราการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น และอัตราการว่างงานลดลงตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศไทยจะมีอัตราการว่างงานต่ำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจดีทั้งหมด เพราะแรงงานจำนวนมากอยู่ใน “ภาคเศรษฐกิจไม่เป็นทางการ (Informal Sector)” เช่น งานอิสระหรือธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งรายได้อาจไม่มั่นคงมากนัก
ส่งท้ายเรื่อง unemployment rate สำหรับคนที่อยากลงทุนวันนี้
unemployment rate หรือ อัตราการว่างงาน เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญของเศรษฐกิจและการลงทุน เพราะมันสะท้อนว่าเศรษฐกิจมีความสามารถในการสร้างงานได้มากน้อยเพียงใด
โดยทั่วไปนั้นถ้าอัตราว่างงาน ต่ำ → เศรษฐกิจแข็งแรง แต่ถ้าอัตราว่างงาน สูง → เศรษฐกิจชะลอตัว โดยตัวเลขเหล่านี้นอกจากจะมีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว ตัวเลขเหล่านี้ยังส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนในตลาด เช่น หุ้น ค่าเงิน และสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ ดังนั้น การติดตามตัวเลข Unemployment Rate จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เราเข้าใจแนวโน้มเศรษฐกิจ และวางแผนการลงทุนได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้นนั้นเอง



