หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด

ทำความเข้าใจ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด

ถ้าเคยรู้สึกว่า หุ้นมันเยอะเกินไป คุณคิดถูกแล้ว เพราะ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด มีหลายร้อยตัว แถมยังมีหลายกลุ่ม หลายสไตล์ หลายระดับความเสี่ยง ปัญหาคือ พอหุ้นเยอะ คนมักเริ่มผิดทางด้วยการพยายามดูทุกตัว แล้วสุดท้ายกลายเป็นดูไม่รู้เรื่องสักตัว หรือไม่ก็ไหลไปตามกระแส ใครพูดถึงตัวไหนก็วิ่งตามตัวนั้น ถ้าคุณอยากเลือกหุ้นแบบมีเหตุผล ให้เริ่มจากทำความเข้าใจภาพรวมก่อน แล้วค่อยสร้างระบบคัดกรองของตัวเอง เป้าหมายไม่ใช่รู้จักทุกตัว แต่คือรู้จักวิธี คัดให้เหลือ จนเหลือหุ้นที่เหมาะกับคุณจริงๆ

ทำไมต้องเริ่มจากภาพรวมของ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด

เวลาเรามองหุ้นเป็นรายตัว มันเหมือนเดินเข้าห้างแบบไม่รู้แผน แล้วหวังว่าจะหยิบของที่ใช่ได้เอง แต่ถ้าคุณเริ่มจากภาพรวม คุณจะรู้ทันทีว่า หุ้นแต่ละตัวอยู่ในหมวดไหน ธุรกิจแบบไหนมักผันผวน ธุรกิจแบบไหนมักนิ่ง และหุ้นแบบไหนที่เหมาะกับเป้าหมายของคุณ การเข้าใจโครงสร้างของ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด ช่วยลดการสุ่มเลือก และลดการโดนกระแสลากไปซื้อบนยอด

โครงสร้างของตลาดหุ้นแบบเข้าใจง่าย

หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด ไม่ได้ถูกวางรวมกันแบบมั่วๆ มันถูกจัดกลุ่มตามลักษณะธุรกิจ เพื่อให้คนอ่านง่ายขึ้น

  1. กลุ่มอุตสาหกรรมคือแผนที่
  • หุ้นธนาคารก็มีพฤติกรรมอีกแบบ
  • หุ้นพลังงานก็อีกแบบ
  • หุ้นค้าปลีกก็อีกแบบ
  • หุ้นเทคหรือสื่อสารก็อีกแบบ

พอเริ่มดูหุ้นเป็นกลุ่ม คุณจะเห็นว่าช่วงหนึ่งตลาดอาจให้ความสนใจกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ แล้วเงินจะไหลไปมาเป็นรอบๆ

  1. ขนาดบริษัทมีผลต่อความเหวี่ยง
  • หุ้นใหญ่ มักสภาพคล่องดี เหวี่ยงน้อยกว่า แต่บางทีขึ้นช้ากว่า
  • หุ้นเล็ก มักวิ่งเร็ว เหวี่ยงแรง แต่ก็เสี่ยงกว่า

นี่คือเหตุผลที่การดู หุ้น บริษัท ต้องดูทั้งธุรกิจและขนาด ไม่ใช่ดูแค่ราคา

อ่านรายชื่อ หุ้น บริษัท ให้รู้ว่ากำลังดูอะไรอยู่

เวลาคุณเจอชื่อย่อหุ้น อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นแค่รหัสเท่ๆ ชื่อย่อคือประตูสู่ข้อมูลของบริษัทนั้นๆ สิ่งที่ควรถามทันทีเมื่อเห็นชื่อหุ้น ดังนี้

  1. บริษัททำธุรกิจอะไร
    2. รายได้หลักมาจากไหน
    3. อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอะไร
    4. เป็นหุ้นใหญ่หรือหุ้นเล็ก
    5. มีสภาพคล่องพอให้เข้าออกง่ายไหม

เพียงแค่ถาม 5 ข้อนี้ คุณจะคัดหุ้นที่ไม่เข้าทางออกไปได้เยอะมาก

ทำไมบาง หุ้น บริษัท วิ่งแรง บางตัวนิ่งมาก

  1. ธุรกิจที่เกี่ยวกับวัฏจักรจะเหวี่ยงกว่า ธุรกิจบางแบบขึ้นกับเศรษฐกิจ ขึ้นกับราคาสินค้า ขึ้นกับคำสั่งซื้อโลก ช่วงเศรษฐกิจดีมักแรง ช่วงเศรษฐกิจชะลอมักอ่อน
  2. ธุรกิจที่รายได้สม่ำเสมอมักนิ่งกว่า บางธุรกิจมีรายได้ค่อนข้างคงที่ คนเลยมองว่านิ่งกว่า แต่นิ่งไม่แปลว่าปลอดภัยเสมอไป เพราะบางทีราคาก็แพงเกินพื้นฐานได้เหมือนกัน
  3. กระแสกับความคาดหวังทำให้เหวี่ยง ตลาดชอบซื้อความหวังล่วงหน้า พอความหวังแรง หุ้นก็วิ่งแรง พอผิดหวัง หุ้นก็ลงแรง นี่คือเหตุผลที่การเลือกจากกระแสอย่างเดียวทำให้พอร์ตแกว่งหนัก

วิธีคัด หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด ให้เหลือแค่ไม่กี่ตัว

แทนที่จะพยายามเลือกหุ้นที่ดีที่สุด ให้เลือกหุ้นที่เหมาะกับคุณที่สุด

ขั้นที่ 1 ตัดหุ้นที่คุณไม่เข้าใจออกก่อน

  • ถ้าอธิบายไม่ได้ว่าบริษัททำเงินจากอะไร ตัดก่อน
  • ถ้าธุรกิจซับซ้อนจนติดตามไม่ไหว ตัดก่อน
  • ถ้าเข้าออกยากจนคุณเครียด ตัดก่อน

การตัดออกก่อนคัดเข้า ทำให้คุณไม่แบกความเสี่ยงที่คุณไม่รู้จัก

ขั้นที่ 2 เลือกตามเป้าหมายของคุณ

ถ้าอยากเน้นความสม่ำเสมอ ให้มองหุ้นที่รายได้ค่อนข้างนิ่ง
ถ้าอยากเน้นเติบโต ให้มองหุ้นที่มีโอกาสโตแต่ต้องรับความผันผวนได้
ถ้าอยากเล่นสั้น ให้มองหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงและกราฟมีจังหวะ

ขั้นที่ 3 เหลือแค่ 10 ตัวพอ

เป้าหมายคือดูให้ลึก ไม่ใช่ดูให้เยอะ ถ้าคุณเหลือ 10 ตัว แล้วตามดูจริงจัง คุณจะเก่งเร็วกว่าการเปิดดู 200 ตัวแบบผ่านๆ

อ่านงบแบบง่ายๆ เพื่อคัด หุ้น บริษัท ที่น่าเชื่อถือขึ้น

ไม่ต้องเป็นนักบัญชี แค่อ่านให้เห็น 3 ข้อ ดังนี้

  1. รายได้และกำไรโตแบบมีเหตุผลไหม

รายได้โตสม่ำเสมอไหม กำไรไม่ได้กระโดดเพราะรายการพิเศษครั้งเดียวใช่ไหม ถ้าโตแบบขึ้นๆ ลงๆ มากๆ ต้องระวัง เพราะคาดการณ์ยาก

  1. กระแสเงินสดพอไหวไหม

บางบริษัทกำไรสวย แต่เงินสดไม่สวย แปลว่ากำไรอาจยังไม่กลายเป็นเงินจริง จุดนี้เป็นตัวกรองที่ดีมากสำหรับมือใหม่

  1. หนี้กดดันไหม

หนี้เยอะไม่ผิดเสมอไป แต่ถ้าหนี้ทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนัก หรือเสี่ยงเวลารายได้สะดุด ต้องระวังเพิ่ม

ดูกราฟแบบพื้นฐาน เพื่อไม่เข้าผิดจุด

คนจำนวนมากเลือกหุ้นถูก แต่เข้าผิดจังหวะ แล้วกลายเป็นติด

  1. ดูเทรนด์ก่อนเสมอ
  • เทรนด์ขึ้น มองหาจังหวะเข้าตอนย่อ
  • เทรนด์ลง ระวังการสวน
  • เทรนด์ข้าง เล่นได้ แต่ต้องคุมความเสี่ยงแน่นขึ้น
  1. แนวรับแนวต้านช่วยเรื่องจังหวะ
  • แนวรับคือโซนที่ราคาเคยเด้ง
  • แนวต้านคือโซนที่ราคาเคยถูกขายกด
  • มองเป็นโซน ไม่ต้องเป๊ะเป็นเส้น
  1. วอลุ่มช่วยแยกของจริงกับของหลอก
  • ทะลุแนวต้านพร้อมวอลุ่มหนุน มักดูมีน้ำหนัก
  • ทะลุแบบวอลุ่มเบา ต้องระวังหลอกแล้วไหลกลับ

แผนลงทุนที่ทำให้ไม่หลุดง่าย

การเลือกหุ้นเก่งแค่ไหนก็ไม่ช่วย ถ้าไม่มีแผน

  1. ควรมี 4 ข้อที่ต้องตอบก่อนซื้อ
  • เหตุผลที่เข้า
  • จุดออกเมื่อผิดทาง
  • จุดทำกำไร
  • ขนาดเงินที่จะลง

นี่คือชุดคำถามที่ทำให้คุณคุมเกมได้ แม้ตลาดจะเหวี่ยง

  1. คุมความเสี่ยงต่อไม้ให้พอดี

ไม้ใหญ่เกินไปทำให้ใจพัง พอใจพัง คุณจะทำผิดแผน เริ่มเล็กๆ ให้ใจนิ่ง แล้วค่อยขยายเมื่อระบบเริ่มนิ่ง

  1. ไม่เทรดก็เป็นทักษะ

บางวันไม่มีจังหวะดี อย่าฝืน การไม่เสียเงินในวันที่ไม่ชัวร์ คือกำไรแบบหนึ่งในตลาด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลามอง หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด

  • พยายามดูทุกตัว สุดท้ายสมองล้า แล้วกลับไปซื้อหุ้นจากกระแสเหมือนเดิม
  • เปลี่ยนวิธีทุกวัน วันนี้เล่นยาว พรุ่งนี้เล่นสั้น อีกวันเล่นตามข่าว สุดท้ายไม่มีระบบจริง
  • ถือเพราะไม่ยอมผิด ขาดทุนแล้วไม่ยอมออก เพราะกลัวว่าถ้าขายแล้วมันจะขึ้น สุดท้ายปล่อยให้ขาดทุนบาน

ทางแก้คือมีจุดออกก่อนซื้อเสมอ

สรุป การเลือก หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 

หุ้นมีเยอะเป็นเรื่องปกติ แต่คุณไม่จำเป็นต้องรู้จักทุกชื่อ คุณแค่ต้องรู้วิธีคัด หุ้น บริษัท ให้เหลือกลุ่มที่คุณเข้าใจ และเหมาะกับเป้าหมายของคุณ

  1. เริ่มจากตัดหุ้นที่ไม่เข้าใจออก
    2. เลือกตามสไตล์ที่เข้ากับชีวิตจริง
    3. ดูงบแบบง่ายๆ เพื่อคัดความน่าเชื่อถือ
    4. ดูกราฟเพื่อไม่เข้าผิดจุด
    5. มีแผนเข้าออกที่ชัด

ทำได้แบบนี้ คุณจะไม่หลงในความเยอะของ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด อีก และการตัดสินใจจะนิ่งขึ้นเรื่อยๆ

บทความอื่นๆ

Time frame

Time frame คืออะไร เข้าใจจังหวะตลาดที่ช่วยเพิ่มโอกาสกำไร

การที่จะเข้าไปเทรด จำเป็นที่จะต้องดูช่วงเวลาในการเทรดที่เหมาะสม เข้าเร็วไปหรือช้าไปก็อาจจะส่งผลให้ตัวเราขาดทุนได้ ในวันนี้ Gocprime จะมาอธิบ

อ่านต่อ »
วิธีเทรดทองสำหรับมือใหม่

วิธีเทรดทอง สำหรับมือใหม่ เริ่มต้นยังไงให้ได้กำไร

ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวนอยู่ตลอด การเทรดทอง จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่ง ที่ช่วยสร้างโอกาสในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใ

อ่านต่อ »
CPI ออสเตรเลีย คืออะไร

CPI ออสเตรเลีย คืออะไร? ทำไมทั้งโลกต้องจับตา

ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวน หลายคนเริ่มได้ยินคำว่า CPI ออสเตรเลีย, เงินเฟ้อออสเตรเลีย และ ดัชนีราคาผู้บริโภค ออสเตรเลีย บ่อยขึ้น โดยเฉพาะในข่

อ่านต่อ »