ประเภทการลงทุน มีอะไรบ้าง

ประเภทการลงทุน มีอะไรบ้าง

คำถามนี้เป็นจุดเริ่มต้นของนักลงทุนทุกคนเลยก็ว่าได้ เพราะการรู้ว่า ประเภทการลงทุน มีอะไรบ้าง จะช่วยให้เราวางแผนได้ถูกว่า จะลงทุนแบบไหนให้เหมาะกับเป้าหมายของตัวเอง บางคนลงทุนเพื่อเกษียณ บางคนเพื่อเพิ่มรายได้ หรือบางคนเพื่อเก็บเงินให้โตไว ซึ่งแต่ละแบบต้องใช้สินทรัพย์ลงทุนที่ต่างกัน ทั้งเรื่องผลตอบแทน ความเสี่ยง และระยะเวลาถ้าเข้าใจประเภทของการลงทุน ก็เท่ากับเรารู้เส้นทางของเงินที่จะต่อยอดในอนาคตได้ดีขึ้น

การลงทุนคืออะไร

ก่อนจะรู้ประเภท มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า การลงทุน คืออะไร การลงทุนหมายถึง การนำเงินที่มีอยู่ไปใช้ในสิ่งที่สามารถสร้างผลตอบแทนในอนาคตได้ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือกำไรจากการขาย พูดง่าย ๆ คือ เอาเงินไปทำงานแทนเรา ให้มันงอกเงยขึ้น แทนที่จะนอนนิ่งอยู่ในบัญชีออมทรัพย์

ประเภทการลงทุนหลัก ๆ ที่คนส่วนใหญ่รู้จัก

จริง ๆ แล้วมีหลายแบบ แต่สามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ประเภทใหญ่ ๆ ที่เข้าใจง่ายและเหมาะกับทุกคน

  1. เงินฝาก และตราสารหนี้

เป็นการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด เหมาะกับมือใหม่หรือคนที่ไม่อยากเสี่ยง เงินฝากออมทรัพย์ หรือ เงินฝากประจำ คือการฝากเงินกับธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ยตามระยะเวลา เช่น 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้เอกชน คือการให้กู้เงินแก่ผู้ออกตราสารเพื่อรับดอกเบี้ยตอบแทน 

ข้อดีคือมีความเสี่ยงต่ำ เงินต้นมักไม่หาย แต่ผลตอบแทนก็จะต่ำตาม เช่น ปีละ 1-3% เหมาะกับคนที่อยากเก็บเงินให้ปลอดภัย หรือเก็บไว้ใช้ในระยะสั้น

  1. หุ้น

เป็นการลงทุนที่หลายคนสนใจ เพราะผลตอบแทนสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เมื่อคุณซื้อหุ้น คุณกำลังซื้อ ส่วนหนึ่งของบริษัท ถ้าบริษัทมีกำไรและเติบโต ราคาหุ้นก็จะขึ้น และคุณจะได้กำไรจากการขายหรือปันผล แต่ถ้าบริษัทขาดทุน ราคาหุ้นก็อาจลดลงได้เช่นกัน 

ข้อดีของการลงทุนหุ้นคือ ผลตอบแทนระยะยาวสูงกว่าทุกสินทรัพย์ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6-10% ต่อปี เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้ และพร้อมศึกษาข่าว เศรษฐกิจ หรือกราฟราคาอยู่บ่อย ๆ

  1. กองทุนรวม

ถ้าอยากลงทุนในหุ้นหรือพันธบัตร แต่ไม่มีเวลาบริหารเอง กองทุนรวมคือคำตอบที่ดีมาก เพราะเป็นการนำเงินของนักลงทุนหลายคนมารวมกัน แล้วให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพดูแลต่อ มีทั้งกองทุนหุ้น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนผสม และกองทุนต่างประเทศ 

ข้อดีคือ มีมืออาชีพบริหารให้ ความเสี่ยงกระจายตัวมากกว่า และเริ่มต้นได้ด้วยเงินหลักร้อย เหมาะกับมือใหม่ที่อยากลงทุนระยะยาวโดยไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ

  1. ทองคำ

ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่อยู่คู่กับมนุษย์มานาน และยังได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย ทองคำมีคุณสมบัติพิเศษตรงที่ “มูลค่ามักคงที่” และไม่ถูกกระทบมากจากเงินเฟ้อ นักลงทุนมักซื้อทองในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน เพราะถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย รูปแบบการลงทุนในทองมีหลายแบบ เช่น

  • ซื้อทองแท่งเก็บไว้
  • ซื้อผ่านกองทุนทอง
  • ซื้อขายทองออนไลน์หรือทองคำแท่งดิจิทัล

ผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับราคาทองในตลาดโลก และค่าเงินบาทในช่วงนั้น ๆ

  1. อสังหาริมทรัพย์

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน คอนโด หรืออสังหาฯ ให้เช่า

ข้อดีคือ เป็นสินทรัพย์ที่มองเห็นได้จริง มูลค่ามักเพิ่มขึ้นในระยะยาว และสามารถสร้างรายได้ประจำจากค่าเช่าได้ด้วย

แต่ข้อเสียคือ ใช้เงินลงทุนสูง และต้องมีความรู้เรื่องทำเล ตลาดเช่า และภาษีอสังหาฯ เหมาะกับคนที่มีทุนระดับหนึ่ง และอยากสร้างรายได้ระยะยาวที่มั่นคง

  1. สินทรัพย์ดิจิทัล

ยุคนี้ต้องพูดถึงคริปโตเคอร์เรนซีอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum ที่กลายเป็นทางเลือกใหม่ของนักลงทุนรุ่นใหม่ สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นการลงทุนในโลกออนไลน์ มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงมาก แต่ก็เสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะราคาผันผวนจากข่าว เทคโนโลยี และการควบคุมของรัฐบาลในแต่ละประเทศ เหมาะกับคนที่มีประสบการณ์พอสมควร และพร้อมรับความเสี่ยง

แบ่งประเภทการลงทุนตามความเสี่ยง

นอกจากแบ่งตามสินทรัพย์แล้ว ยังสามารถแบ่งตามระดับความเสี่ยงได้ 3 แบบ

  1. การลงทุนความเสี่ยงต่ำ

เช่น เงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล กองทุนตลาดเงิน เหมาะกับคนที่เน้นความปลอดภัยของเงินต้น

  1. การลงทุนความเสี่ยงปานกลาง

เช่น กองทุนรวมผสม หรือหุ้นขนาดใหญ่ที่มั่นคง เหมาะกับคนที่อยากได้ผลตอบแทนมากขึ้นแต่ยังควบคุมความเสี่ยงได้

  1. การลงทุนความเสี่ยงสูง

เช่น หุ้นรายตัว คริปโต หรืออสังหาฯ ที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ เหมาะกับคนที่มีความรู้ และพร้อมรับความผันผวนของตลาด

การเลือกประเภทการลงทุนให้เหมาะกับตัวเอง

ไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบบไหนดีที่สุด เพราะขึ้นอยู่กับ เป้าหมายทางการเงิน และ ระดับความเสี่ยงที่รับได้ ถ้าเพิ่งเริ่มต้น ลองเริ่มจากความเสี่ยงต่ำก่อน เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือเงินฝากประจำ ถ้ามีประสบการณ์แล้ว ค่อยเพิ่มสัดส่วนไปยังหุ้นหรือกองทุนหุ้นเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น

สิ่งสำคัญคือ อย่าทุ่มเงินทั้งหมดในสินทรัพย์เดียว แต่ควรกระจายการลงทุน (Diversify) เพื่อป้องกันความเสี่ยง

คำแนะนำสำหรับมือใหม่

  1. เริ่มจากเงินที่พร้อมเสียได้ อย่าใช้เงินเก็บฉุกเฉินมาลงทุน
  2. ศึกษาข้อมูลก่อนทุกครั้ง อ่านรีวิว ดูงบการเงิน หรือเช็กความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ
  3. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ว่าจะลงทุนเพื่ออะไร เกษียณ หรือสร้างรายได้ระยะสั้น
  4. อย่าตามกระแส หุ้นหรือคริปโตที่ดังช่วงหนึ่งอาจตกแรงในภายหลัง
  5. หมั่นทบทวนพอร์ตทุกปี เพื่อปรับสมดุลให้เหมาะกับสถานการณ์

ทำไมควรเริ่มลงทุนตั้งแต่วันนี้

เพราะเวลาคือ เพื่อนที่ดีที่สุดของนักลงทุน ยิ่งเริ่มเร็ว ดอกเบี้ยทบต้นก็ยิ่งทำงานให้เรานาน เช่น ลงทุนเดือนละ 3,000 บาทตั้งแต่อายุ 25 ถึง 55 จะมีเงินมากกว่า 3 ล้านบาท (ถ้าได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี) แต่ถ้าเริ่มตอนอายุ 35 เงินจะเหลือไม่ถึงครึ่งเลย เพราะเวลาหายไป 10 ปีเต็ม

ดังนั้น อย่ารอให้พร้อม 100% เพราะไม่มีใครพร้อมทุกอย่างตั้งแต่เริ่ม แค่เริ่มเล็ก ๆ แล้วเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ก็พอ

สรุป ประเภทการลงทุน

ตอนนี้คุณคงเห็นภาพชัดแล้วว่า ประเภทการลงทุน มีอะไรบ้าง และแต่ละแบบเหมาะกับใคร ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือมีประสบการณ์ สิ่งสำคัญคือการเข้าใจพื้นฐานของสินทรัพย์ที่ลงทุน และรู้ว่าความเสี่ยงแบบไหนที่คุณรับได้

อย่าคิดว่าการลงทุนคือเรื่องของคนมีเงินเยอะ เพราะจริง ๆ แล้วมันคือ เรื่องของคนที่อยากมีอนาคตทางการเงินที่มั่นคง เริ่มจากสิ่งที่เข้าใจ ศึกษาให้มากขึ้น แล้วปล่อยให้เวลาเป็นแรงขับเคลื่อนให้เงินของคุณเติบโตไปเรื่อย ๆ

บทความอื่นๆ

Swap คืออะไร

ค่า Swap คืออะไร แล้วทำไมถึงโดนหักเงินตอนกลางคืน?

เคยสงสัยไหม ทำไมเวลาเทรดแล้วบางครั้งยังโดนหักเงินตอนถือข้ามคืน โดยนอกจากค่า Spread แล้ว อีกหนึ่งคำที่เทรดเดอร์มักจะได้ยินบ่อยๆคือ “ค่า Swap”

อ่านต่อ »
หุ้นโรงพยาบาล

เล่น หุ้นโรงพยาบาล ไม่ให้หลงคำว่า วันนี้ จับประเด็นกำไรกับเงินสดให้เป็น

เวลาคนพูดถึง หุ้นโรงพยาบาล มักเริ่มจากประโยคประมาณนี้ สุขภาพเป็นของจำเป็น คนป่วยยังไงก็ต้องรักษา ฟังดูเหมือนรายได้ต้องนิ่ง หุ้นต้องนิ่งตาม แ

อ่านต่อ »
หุ้นโรงพยาบาล

เล่น หุ้นโรงพยาบาล จับทางให้ถูกแบบไม่หลงข่าว

หลายคนเริ่มสนใจ หุ้นโรงพยาบาล ด้วยเหตุผลเดียวกันเลย สุขภาพเป็นของจำเป็น คนป่วยยังไงก็ต้องรักษา ฟังดูเหมือนรายได้ต้องนิ่ง หุ้นต้องปลอดภัย แต่

อ่านต่อ »