ในการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็น คริปโต หุ้น หรือ Forex ผู้เทรดมักจะพบสถานการณ์ที่ราคาที่กดซื้อหรือขาย ไม่ตรงกับราคาที่ถูกดำเนินการจริง ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Slippage
Slippage เป็นเรื่องปกติในตลาดการเงิน และเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น ความผันผวนของตลาด สภาพคล่อง และความลึกของตลาด เป็นต้น
บทความนี้จะอธิบายให้ทุกท่านเข้าใจว่า
- Slippage คืออะไร
- ทำไม Slippage ถึงเกิดขึ้น
- ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด Slippage
- ตัวอย่างการเกิด Slippage ในตลาดจริง
ทำความเข้าใจว่า Slippage คืออะไร
Slippage คือความแตกต่างระหว่าง “ราคาที่ผู้เทรดคาดว่าจะซื้อหรือขาย” กับ “ราคาที่คำสั่งถูกดำเนินการจริงในตลาด” เนื่องจากในตลาดการเงิน ราคาจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้คำสั่งที่ส่งเข้าไปในระบบอาจถูกจับคู่กับ ราคาที่แตกต่างจากที่เห็นบนหน้าจอ
ตัวอย่างเหตุการณ์ Slippage สามารถเกิดขึ้นได้
สมมติว่าคุณต้องการซื้อเหรียญคริปโต ราคาที่เห็นตอนกดซื้อ 100 ดอลลาร์
แต่เมื่อคำสั่งถูกดำเนินการจริง ราคากลายเป็น 101 ดอลลาร์ ดังนั้น Slippage = 1 ดอลลาร์
ในบางกรณี Slippage อาจเกิดในทิศทางที่ดี เช่น ได้ราคาที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ ซึ่งเรียกว่า Positive Slippage เป็นต้น
Slippage พบได้ในตลาดใดบ้าง
Slippage สามารถเกิดขึ้นได้ในตลาดการเงินหลายประเภท เช่น
- ตลาดคริปโต (Cryptocurrency)
- ตลาดหุ้น (Stock Market)
- ตลาด Forex
- ตลาดอนุพันธ์ (Derivatives)
โดยเฉพาะในตลาด DeFi หรือ Decentralized Exchange เช่น
- Uni Swap
- Pancake Swap
- Sushi Swap
ซึ่งใช้ระบบ Automated Market Maker (AMM) ที่ราคาจะเปลี่ยนตามสัดส่วนของ Liquidity Pool นั้นเอง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด Slippage
Slippage นั้นมักเกิดได้จากหลายปัจจัยในโครงสร้างของตลาด โดยจะมี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิด ได้แก่
- ความผันผวนของตลาด (Market Volatility)
- สภาพคล่องของตลาด (Market Liquidity)
- ความลึกของตลาด (Market Depth)
ความผันผวนของตลาด (Market Volatility)
Market Volatility หมายถึงระดับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ในช่วงเวลาหนึ่ง หากราคามีการขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ตลาดจะถูกเรียกว่า ตลาดที่มีความผันผวนสูง เมื่อผู้เทรดส่งคำสั่งซื้อหรือขายเข้าสู่ตลาด คำสั่งจะต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ประกอบด้วย
- ผู้เทรดกดส่งคำสั่ง
- ระบบส่งคำสั่งไปยังตลาด
- ระบบจับคู่คำสั่งกับ Order Book
- การซื้อขายถูกดำเนินการ
โดยในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างขั้นตอนเหล่านี้ ราคาตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันที
ตัวอย่างสถานการณ์
ราคาของ Bitcoin อยู่ที่ 40,000 ดอลลาร์ ระหว่างที่คำสั่งกำลังถูกดำเนินการ มีแรงซื้อจำนวนมาก ทำให้ราคาขึ้นไปที่ 40,150 ดอลลาร์ คำสั่งของคุณจึงถูกดำเนินการที่ราคานี้ ทำให้เกิด Slippage 150 ดอลลาร์ นั้นเอง
สภาพคล่องของตลาด (Market Liquidity)
Market Liquidity คือความสามารถของตลาดในการรองรับการซื้อขายโดยที่ราคาของสินทรัพย์ไม่เปลี่ยนแปลงมาก กล่าวคือ ตลาดมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากพอที่จะทำให้การซื้อขายเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
ตลาดที่มี Liquidity สูง เช่น Bitcoin, Ethereum หรือหุ้นขนาดใหญ่ มักมีคำสั่งซื้อขายจำนวนมาก ทำให้สามารถซื้อหรือขายในปริมาณมากได้โดยที่ราคาเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย จึงมีโอกาสเกิด Slippage ต่ำ
ในทางกลับกัน หากตลาดมี Liquidity ต่ำ จำนวนคำสั่งซื้อขายจะมีน้อย เมื่อมีคำสั่งซื้อหรือขายขนาดใหญ่เข้ามา ราคามักจะขยับอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิด Slippage สูง
ดังนั้น สภาพคล่องของตลาดจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเสถียรของราคาและโอกาสในการเกิด Slippage ในการซื้อขายสินทรัพย์ต่างๆ.
ความลึกของตลาด (Market Depth)
Market Depth คือปริมาณคำสั่งซื้อและขายที่มีอยู่ในหลายระดับราคาใน Order Book ซึ่งสะท้อนว่าตลาดสามารถรองรับการซื้อขายขนาดใหญ่ได้มากแค่ไหน
หากตลาดมี Market Depth สูง หมายความว่ามีคำสั่งซื้อขายจำนวนมากในแต่ละระดับราคา ทำให้สามารถซื้อหรือขายสินทรัพย์จำนวนมากได้โดยที่ราคาเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย จึงมีโอกาสเกิด Slippage ต่ำ
ในทางกลับกัน หากตลาดมี Market Depth ต่ำ จำนวนคำสั่งในแต่ละระดับราคาจะมีน้อย เมื่อมีคำสั่งซื้อหรือขายขนาดใหญ่เข้ามา ราคาจะถูกดันให้ขยับไปยังระดับราคาถัดไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิด Slippage สูง
ดังนั้น ตลาดที่มี Market Depth สูงมักมีความเสถียรและรองรับธุรกรรมขนาดใหญ่ได้ดีกว่า ขณะที่ตลาดที่มี Depth ต่ำจะมีความเสี่ยงต่อการเกิด Slippage มากกว่า
Slippage กับ Swap เกี่ยวกันอย่างไร
ในการซื้อขายคริปโตบน Decentralized Exchange (DEX) เช่น Uniswap, Pancake Swap หรือ Sushi Swap ผู้ใช้งานมักจะทำธุรกรรมในรูปแบบที่เรียกว่า Swap ซึ่งหมายถึงการแลกเปลี่ยนเหรียญหนึ่งไปเป็นอีกเหรียญหนึ่งผ่าน Liquidity Pool แทนการจับคู่คำสั่งซื้อขายแบบตลาดทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการ Swap มักจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Slippage ซึ่งคือความแตกต่างระหว่าง ราคาที่คาดว่าจะได้รับตอนกดทำธุรกรรม กับ ราคาที่ได้รับจริงเมื่อธุรกรรมถูกยืนยันบน Blockchain
ทำไมการ Swap ถึงทำให้เกิด Slippage
การ Swap บน DEX มีโอกาสเกิด Slippage ได้จากหลายปัจจัย เช่น
- ราคามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ระหว่างที่ธุรกรรมกำลังรอการยืนยันบน Blockchain ราคาของเหรียญอาจเปลี่ยนแปลงได้ - สภาพคล่องของ Liquidity Pool ไม่สูงพอ
หากพูลมีสภาพคล่องต่ำ การ Swap จำนวนมากอาจทำให้ราคาในพูลเปลี่ยนทันที - ขนาดของธุรกรรมมีปริมาณมาก
การแลกเหรียญจำนวนมากสามารถทำให้สัดส่วนของสินทรัพย์ในพูลเปลี่ยน ส่งผลให้ราคาขยับ - มีธุรกรรมอื่นเกิดขึ้นก่อนหน้า
หากมีผู้ใช้งาน Swap ก่อนธุรกรรมของคุณ ราคาที่คำนวณไว้ตอนแรกอาจไม่ตรงกับราคาจริง
ตัวอย่างการเกิด Slippage ระหว่างการ Swap
สมมติว่าคุณต้องการ Swap เหรียญ ETH เป็น USDT ระบบแสดงว่าคุณจะได้รับ 2,000 USDT แต่เมื่อธุรกรรมถูกยืนยันจริง คุณได้รับเพียง 1,960 USDT ส่วนต่าง 40 USDT ซึ่งนี้ก็เป็นเอฟเฟคของ Slippage
Slippage Tolerance ในการ Swap
แพลตฟอร์ม DEX ส่วนใหญ่จะมีตัวเลือกที่เรียกว่า Slippage Tolerance ซึ่งเป็นการกำหนดขอบเขตความคลาดเคลื่อนของราคาที่ผู้ใช้ยอมรับได้
ตัวอย่างเช่น
- ตั้งค่า Slippage = 1%
- หากราคาขยับเกิน 1% ระหว่างธุรกรรม
- ระบบจะยกเลิกธุรกรรมเพื่อป้องกันความเสียหาย
สรุปแล้ว Slippage คืออะไร
Slippage คือปรากฏการณ์ที่ราคาซื้อหรือขายจริง แตกต่างจากราคาที่ผู้เทรดคาดไว้
โดยมักเกิดจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความผันผวนของตลาด (Market Volatility) สภาพคล่องของตลาด (Market Liquidity) และความลึกของตลาด (Market Depth) การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เทรดสามารถ วางแผนการซื้อขายได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงจาก Slippage นั้นเอง




