เวลามีรายได้ ไม่ว่าจะจากเงินเดือน ค่าจ้าง หรือธุรกิจส่วนตัว เราทุกคนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ก่อนจะคำนวณว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ กฎหมายเปิดโอกาสให้เราลดหย่อนภาษีได้ตามสิทธิ์ คำว่า แจ้งลดหย่อนภาษี หมายถึง การแจ้งสิทธิ์ต่าง ๆ ที่ช่วยลดจำนวนภาษีที่เราต้องจ่าย เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าเบี้ยประกันชีวิต หรือเงินลงทุนในกองทุน SSF RMF ถ้าแจ้งครบตามสิทธิ์ เราจะจ่ายภาษีน้อยลง หรือบางคนอาจได้เงินคืนภาษี จากกรมสรรพากรเลยด้วย
ทำไมต้องแจ้งลดหย่อนภาษี
เพราะการแจ้งสิทธิลดหย่อนคือ สิทธิ์ตามกฎหมาย ที่ช่วยให้เราเสียภาษีอย่างเป็นธรรม หากไม่แจ้ง ระบบจะถือว่าเราไม่มีสิทธิ์ลดหย่อนเลย ซึ่งหมายความว่าเราจะเสียภาษีมากกว่าที่ควร ยกตัวอย่างง่าย ๆ
ถ้าคุณมีประกันชีวิตและลงทุนใน RMF รวมกันปีละ 100,000 บาท แต่ไม่ได้แจ้งลดหย่อน คุณจะต้องจ่ายภาษีเต็มจำนวน โดยไม่ถูกนำสิทธินั้นมาคำนวณลดให้ พูดอีกอย่างคือ การแจ้งลดหย่อนคือวิธี ประหยัดภาษีแบบถูกกฎหมาย ที่ทุกคนควรใช้ให้เต็มสิทธิ์
ใครต้องแจ้งลดหย่อนภาษีบ้าง
จริง ๆ แล้วทุกคนที่มีรายได้เกินเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีควรแจ้งสิทธิลดหย่อน ไม่ว่าจะเป็น
- พนักงานประจำ
- เจ้าของธุรกิจ
- ฟรีแลนซ์
- ผู้มีรายได้จากค่าเช่า ค่าลิขสิทธิ์ หรือดอกเบี้ย
แต่กลุ่มที่ต้องรีบแจ้งเป็นพิเศษคือ พนักงานบริษัท เพราะนายจ้างจะต้องนำข้อมูลลดหย่อนไปคำนวณภาษีปลายปี (ภ.ง.ด.1) หากแจ้งไม่ครบ ก็จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเกินจริง
แจ้งลดหย่อนภาษี ต้องแจ้งเมื่อไหร่
การแจ้งสิทธิลดหย่อนต้องทำให้ทันรอบภาษีของแต่ละปี โดยมีช่วงเวลาหลัก ๆ ดังนี้
- พนักงานประจำ แจ้งกับ HR หรือฝ่ายบัญชีของบริษัทก่อนสิ้นปีปฏิทิน ส่วนใหญ่จะเป็นเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม
- ผู้ยื่นภาษีเอง (ฟรีแลนซ์/เจ้าของกิจการ) แจ้งสิทธิ์ตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 ซึ่งยื่นได้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป
ยกตัวอย่าง
รายได้ปี 2567 ต้องแจ้งสิทธิ์และยื่นภาษีภายใน 31 มีนาคม 2568
สิทธิลดหย่อนภาษีที่ควรแจ้ง
สิทธิลดหย่อนมีหลายประเภท แบ่งเป็นหมวดหลัก ๆ ได้แบบนี้
หมวดที่ 1 ลดหย่อนพื้นฐานส่วนตัว
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว ได้ทุกคน คนละ 60,000 บาท
- คู่สมรส ถ้าคู่สมรสไม่มีรายได้ ลดหย่อนได้อีก 60,000 บาท
- บุตร คนละ 30,000 บาท และถ้าเรียนอยู่ในระบบการศึกษาไทย ลดเพิ่มอีก 2,000 บาท
- พ่อแม่ ที่อายุเกิน 60 ปี และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท
หมวดที่ 2 ประกันและสุขภาพ
- ประกันชีวิต ลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท (กรมธรรม์คุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป)
- ประกันสุขภาพ ลดหย่อนได้สูงสุด 25,000 บาท (รวมกับประกันชีวิตไม่เกิน 100,000 บาท)
- ประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ สูงสุด 200,000 บาท
หมวดที่ 3 การออม และการลงทุน
- กองทุน SSF ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ต่อปี สูงสุด 200,000 บาท
- กองทุน RMF ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ต่อปี รวมกับ SSF ไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 13,200 บาท
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ใช้ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง
หมวดที่ 4 ดอกเบี้ยบ้านและบริจาค
- ดอกเบี้ยบ้าน ใช้ลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท
- เงินบริจาค ลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนอื่น ๆ
แจ้งลดหย่อนภาษีผ่านที่ไหนได้บ้าง
ตอนนี้ไม่ยุ่งยากเหมือนสมัยก่อนแล้ว เพราะสามารถแจ้งสิทธิ์ได้ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์
- แจ้งกับฝ่าย HR ของบริษัท
สำหรับพนักงานประจำ บริษัทจะมีแบบฟอร์มให้กรอกสิทธิ์ลดหย่อนภาษี เช่น ฟอร์มภ.ง.ด.1 หรือแบบบันทึกสิทธิ์ลดหย่อนภาษี
แค่กรอกข้อมูล เช่น
- ชื่อคู่สมรส และเลขบัตรประชาชน
- ชื่อบุตร
- เบี้ยประกันที่จ่าย
- กองทุนที่ลงทุน
จากนั้นแนบเอกสารประกอบให้ครบ บริษัทจะนำข้อมูลไปใช้คำนวณภาษีปลายปีให้
- แจ้งผ่านระบบออนไลน์ของสรรพากร
สำหรับคนที่ยื่นภาษีเอง สามารถแจ้งสิทธิลดหย่อนผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรที่เว็บไซต์ www.rd.go.th
ขั้นตอนง่าย ๆ
- เข้าสู่ระบบ e-Filing
- กรอกข้อมูลส่วนตัว
- เพิ่มสิทธิลดหย่อนในหมวดต่าง ๆ
- อัปโหลดเอกสารยืนยัน (ถ้ามี)
- ตรวจสอบ และยืนยันยอด
ระบบจะคำนวณภาษีให้อัตโนมัติ และบอกทันทีว่าต้องจ่ายเพิ่ม หรือได้เงินคืน
เอกสารที่ต้องใช้ในการแจ้งลดหย่อนภาษี
การแจ้งสิทธิต้องมีเอกสารหลักฐานที่ยืนยันการจ่ายจริง เช่น
- สำเนาบัตรประชาชนของพ่อแม่ คู่สมรส ลูก
- ใบรับรองการจ่ายเบี้ยประกันชีวิต
- หนังสือรับรองการลงทุนใน RMF หรือ SSF
- ใบรับรองดอกเบี้ยบ้านจากธนาคาร
- หนังสือรับรองการบริจาคจากหน่วยงานที่รับเงิน
ถ้าเก็บเอกสารครบ จะช่วยให้สรรพากรตรวจสอบได้ง่าย และลดโอกาสที่สิทธิ์ของเราจะถูกตัด
ถ้าไม่แจ้งลดหย่อนภาษีจะเกิดอะไรขึ้น
ถ้าไม่แจ้งสิทธิ์เลย จะเสียภาษีเต็มจำนวน เพราะระบบถือว่าไม่มีสิทธิลดหย่อน
ตัวอย่างเช่น
รายได้ 600,000 บาทต่อปี ถ้าไม่มีการแจ้งสิทธิลดหย่อน จะต้องเสียภาษีประมาณ 13,500 บาท
แต่ถ้าแจ้งสิทธิลดหย่อนส่วนตัว + ประกันชีวิต + RMF รวม 200,000 บาท จะเสียภาษีเหลือแค่ประมาณ 4,000 บาทเท่านั้น ต่างกันเกือบ 10,000 บาทเลยทีเดียว
เคล็ดลับแจ้งลดหย่อนให้คุ้มที่สุด
- วางแผนตั้งแต่ต้นปี อย่ารอถึงปลายปีแล้วรีบหาซื้อกองทุนหรือประกัน เพราะอาจไม่ทันรอบภาษี
- เช็คสิทธิ์ทุกหมวด หลายคนมักลืมสิทธิ์พ่อแม่หรือลูก ทำให้เสียโอกาส
- อย่าแจ้งเกินจริง เพราะสรรพากรสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ถ้าเจอแจ้งเท็จอาจถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มพร้อมค่าปรับ
- เก็บเอกสารไว้เสมอ อย่างน้อย 5 ปี เผื่อมีการตรวจสอบ
- ใช้เครื่องมือช่วยวางแผนภาษีออนไลน์ เช่น เครื่องคำนวณภาษีของกรมสรรพากรหรือเว็บไซต์การเงินต่าง ๆ
ทำไมคนส่วนใหญ่ได้เงินคืนภาษีหลังแจ้งลดหย่อน
เพราะบริษัทมักหักภาษี ณ ที่จ่ายตามฐานรายได้เต็มจำนวน แต่เมื่อสิ้นปีเราแจ้งสิทธิ์ครบ ระบบจะคำนวณใหม่ แล้วพบว่าเราจ่ายภาษีเกินจากที่ควรจะเสียจริง ดังนั้น กรมสรรพากรจึงคืนเงินส่วนเกินให้ บางคนได้เงินคืนหลายพันถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับจำนวนสิทธิ์ที่แจ้ง
แจ้งลดหย่อนภาษีปี 2568 ต้องรู้อะไรบ้าง
ปีนี้รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการออม และภาษีดิจิทัลมากขึ้น เช่น
- สิทธิ์ลดหย่อนจากกองทุน SSF และ RMF ยังเหมือนเดิม
- เพิ่มช่องทาง แจ้งสิทธิ์ออนไลน์ผ่านแอป RD Smart Tax
- ลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนใน สินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภท (ถ้ามีประกาศเพิ่มเติม)
- มีสิทธิ์ ช้อปดีมีคืน สำหรับสินค้า และบริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
สรุป การแจ้งลดหย่อนภาษี
การ แจ้งลดหย่อนภาษี ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องสำคัญ ที่ช่วยให้คุณประหยัดเงินได้อย่างถูกกฎหมาย แค่รู้ว่าต้องแจ้งอะไร ที่ไหน และเมื่อไหร่ คุณก็สามารถลดภาระภาษีลงได้หลายพันบาทต่อปี อย่าปล่อยสิทธิ์ให้สูญเปล่า เพราะทุกบาทที่ลดได้ก็คือ เงินของคุณ ที่กลับเข้ากระเป๋า วางแผน แจ้งสิทธิ์ให้ครบ เก็บเอกสารให้ดี แล้วคุณจะยิ้มได้ตอนเห็นยอดภาษีที่ลดลง หรือได้เงินคืนในบัญชี Gocprime


