เวลาพูดถึงการลงทุน หลายคนอาจคุ้นคำว่า “หุ้น” มากกว่า “ตราสารหนี้” แต่จริง ๆ แล้วตราสารหนี้ก็เป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำคัญ ที่ช่วยให้พอร์ตของเรามั่นคงขึ้น โดยเฉพาะคนที่ไม่อยากเสี่ยงมาก ถ้าแปลเป็น ภาษาอังกฤษ คำว่า ตราสารหนี้ ภาษาอังกฤษ คือคำว่า Bond หรือบางทีก็ใช้คำว่า Fixed Income Securities ซึ่งหมายถึง “เอกสารแสดงการกู้ยืมเงิน” พูดให้เข้าใจง่ายคือ เราเป็น “เจ้าหนี้” ที่ให้บริษัทหรือรัฐบาลยืมเงิน แล้วเขาจะจ่ายดอกเบี้ยคืนเราตามที่กำหนดไว้
ความหมายของตราสารหนี้แบบเข้าใจง่าย
ตราสารหนี้ (Bond) คือเอกสารที่ออกโดยบริษัทเอกชน รัฐวิสาหกิจ หรือรัฐบาล เพื่อระดมทุนจากประชาชน ผู้ที่ซื้อตราสารหนี้จะได้รับดอกเบี้ยเป็นรายงวด และได้เงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด
ตัวอย่างเช่น รัฐบาลออกพันธบัตรมูลค่า 1,000 บาท ระยะเวลา 5 ปี ดอกเบี้ย 3% ต่อปี แปลว่าคุณจะได้ดอกเบี้ยปีละ 30 บาท และได้เงินต้น 1,000 บาทคืนเมื่อครบ 5 ปี
ทำไมต้องรู้คำว่า ตราสารหนี้ ภาษาอังกฤษ
ในยุคนี้แหล่งข้อมูลการลงทุนส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ นักลงทุนที่เข้าใจคำศัพท์พื้นฐาน จะสามารถอ่านข่าว วิเคราะห์ข้อมูล และศึกษารายงานจากต่างประเทศได้ง่ายขึ้น
เช่นคำที่มักเจอในเอกสารหรือรายงานการลงทุน ได้แก่
- Government Bond หมายถึง พันธบัตรรัฐบาล
- Corporate Bond หมายถึง หุ้นกู้เอกชน
- Coupon Rate หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่จ่าย
- Maturity Date หมายถึง วันครบกำหนดไถ่ถอน
รู้คำศัพท์เหล่านี้ จะช่วยให้คุณเข้าใจโลกของการเงิน และการลงทุนมากขึ้น
ประเภทของ ตราสารหนี้
ตราสารหนี้มีหลายแบบ แต่ที่นิยมในตลาดมีอยู่ 3 ประเภทหลัก
- พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)
ออกโดยรัฐบาล เพื่อระดมทุนไปใช้พัฒนาประเทศ เช่น สร้างถนน โรงพยาบาล หรือโครงการสาธารณะ ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำที่สุด เพราะรัฐบาลรับประกันการชำระหนี้
- หุ้นกู้เอกชน (Corporate Bond)
ออกโดยบริษัทเอกชนเพื่อนำเงินไปขยายธุรกิจ ความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับฐานะการเงินของบริษัทนั้น ๆ ผลตอบแทนมักสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล
- ตั๋วเงินคลังและตราสารระยะสั้น (Bill or Note)
เป็นตราสารหนี้ที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี เช่น ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเก็บเงินชั่วคราว
ข้อดีของการลงทุนในตราสารหนี้
- ความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น
เหมาะกับคนที่ต้องการความมั่นคง - ได้ดอกเบี้ยแน่นอน
เพราะมีการกำหนดอัตราผลตอบแทนชัดเจนตั้งแต่แรก - เหมาะกับการกระจายความเสี่ยงในพอร์ต
ช่วยให้พอร์ตไม่เหวี่ยงตามตลาดหุ้น - มีตัวเลือกหลากหลาย
ทั้งของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน
ข้อควรระวังในการลงทุนตราสารหนี้
- อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง
ถ้าดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น ราคาตราสารหนี้ที่คุณถืออยู่จะลดลง - ความเสี่ยงจากผู้ออกตราสาร
โดยเฉพาะหุ้นกู้เอกชน หากบริษัทขาดสภาพคล่อง อาจจ่ายดอกเบี้ยช้า - สภาพคล่องในตลาดรอง
หากอยากขายก่อนครบกำหนด อาจขายได้ราคาต่ำกว่าที่ซื้อมา
ตัวอย่างการคำนวณผลตอบแทนจากตราสารหนี้
สมมุติคุณซื้อตราสารหนี้มูลค่า 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี ระยะเวลา 3 ปี คุณจะได้รับดอกเบี้ยปีละ 4,000 บาท รวม 3 ปี = 12,000 บาท และได้คืนเงินต้นเมื่อครบกำหนด รวมแล้วคุณจะได้ผลตอบแทนทั้งหมด 12,000 บาท หรือคิดเป็น 12% ตลอดอายุการถือครอง
ทำไมบริษัทหรือรัฐบาลถึงต้องออกตราสารหนี้
เพราะเป็นช่องทางระดมทุน ที่ต้นทุนต่ำกว่าการกู้เงินจากธนาคาร และยังสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้เอง รัฐบาลออกพันธบัตร เพื่อพัฒนาโครงการต่าง ๆ ส่วนบริษัทออกหุ้นกู้ เพื่อนำเงินไปลงทุนต่อยอดธุรกิจ เช่น ซื้อเครื่องจักรใหม่ หรือขยายโรงงาน
ความแตกต่างระหว่างตราสารหนี้กับหุ้น
| รายการ | ตราสารหนี้ (Bond) | หุ้น (Stock) |
| สถานะผู้ถือ | เจ้าหนี้ |
เจ้าของกิจการ |
| ผลตอบแทน | ดอกเบี้ยคงที่ | ปันผล + ส่วนต่างราคา |
| ความเสี่ยง | ต่ำ | สูง |
| อายุการถือครอง | มีระยะเวลาชัดเจน | ถือได้ไม่จำกัดเวลา |
จากตารางจะเห็นว่า ตราสารหนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการความมั่นคงมากกว่าความหวือหวา
ตราสารหนี้กับการลงทุนระยะยาว
นักลงทุนที่วางแผนเกษียณ หรือเก็บเงินเพื่ออนาคต มักใช้ตราสารหนี้เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต เพราะช่วยสร้างรายได้ประจำจากดอกเบี้ย และลดความผันผวนโดยรวม การจัดพอร์ตแบบ “หุ้น 60% ตราสารหนี้ 40%” ถือว่าเป็นสมดุลที่ดี สำหรับนักลงทุนทั่วไป ที่ต้องการผลตอบแทน และความปลอดภัยไปพร้อมกัน
คำศัพท์เกี่ยวกับตราสารหนี้ที่ควรรู้
- Face Value คือมูลค่าตราสารหนี้ที่ระบุบนเอกสาร (เช่น 1,000 บาท)
- Coupon Rate คืออัตราดอกเบี้ยที่ผู้ถือจะได้รับ
- Yield to Maturity (YTM) คืออัตราผลตอบแทนที่แท้จริงหากถือจนครบกำหนด
- Credit Rating คือคะแนนความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสาร เช่น AAA AA A BBB
- Issuer คือผู้ออกตราสาร เช่น รัฐบาล หรือบริษัทเอกชน
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้ในไทย
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT)
มีหน้าที่ออกพันธบัตรรัฐบาลและควบคุมนโยบายการเงิน - สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
ดูแลให้การออกตราสารหนี้ของเอกชนเป็นไปอย่างโปร่งใส - ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
มีแพลตฟอร์มตลาดรองสำหรับซื้อขายตราสารหนี้
วิธีเริ่มต้นลงทุนในตราสารหนี้
- เริ่มจากพันธบัตรรัฐบาล
เพราะปลอดภัยและเข้าใจง่าย - ศึกษาข้อมูลหุ้นกู้เอกชนจากเว็บไซต์ ก.ล.ต.
มีรายชื่อ และคะแนนเครดิตให้ตรวจสอบ - ลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้
เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาเลือกเอง เพราะมีผู้จัดการกองทุนดูแลให้ - ติดตามอัตราดอกเบี้ยตลาดโลก
เพื่อวางแผนซื้อ หรือขายตราสารหนี้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม
เคล็ดลับสร้างพอร์ตตราสารหนี้ให้มั่นคง
- กระจายลงทุนในหลายผู้ออก เช่น รัฐบาลและเอกชน
- เลือกอายุพันธบัตรให้เหมาะกับเป้าหมาย
- ทบดอกเบี้ยกลับไปลงทุนต่อเพื่อเพิ่มผลตอบแทน
- ตรวจสอบอันดับเครดิตของผู้ออกเสมอ
ตราสารหนี้กับนักลงทุนต่างประเทศ
ในตลาดโลก ตราสารหนี้ถือเป็นสินทรัพย์หลักของสถาบันการเงิน และนักลงทุนรายใหญ่ เพราะช่วยสร้างรายได้ประจำ และควบคุมความเสี่ยงพอร์ต เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury Bond) ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สุดในโลก เพราะมีรัฐบาลสหรัฐค้ำประกัน
สรุป เพิ่มท้ายบท
คำว่า ตราสารหนี้ ภาษาอังกฤษ หรือ Bond ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด มันคือเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้คุณเป็นเจ้าหนี้ และได้รับดอกเบี้ยตอบแทนอย่างมั่นคง ตราสารหนี้เหมาะกับคนที่ต้องการความปลอดภัย รายได้สม่ำเสมอ และการลงทุนระยะยาวที่ไม่ผันผวน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนมือใหม่หรือคนที่ต้องการเพิ่มเสถียรภาพให้พอร์ต การเข้าใจตราสารหนี้คือ ก้าวแรกที่สำคัญ ของการเป็นนักลงทุนที่ฉลาด และมั่นคง Gocprime


